ตอนนี้ในครัวเหลือเพียงเย่หยางกับเฉินเมิงเมิงสองคน เฉินเมิงเมิงเอียงคอ หลบสายตา แล้วขยับเข้ามาใกล้เย่หยางด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน ก่อนจะถามเสียงเบาว่า
“เอ่อ... พี่หยาง... เมื่อกี้... พี่ได้ยิน... คำพูดที่... ค่อนข้างน่าอายบ้างหรือเปล่าคะ?”
ระหว่างพูด ใบหน้าของเธอก็แดงก่ำราวกับเชอร์รีสุก แม้แต่ปลายหูก็ยังขึ้นสีชมพู
เห็นเธอตั้งใจตามมาถาม เย่หยางก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองส่วนที่นูนเด่นอยู่ใต้ชายเสื้อของเธอ
“เอื๊อก” แม้จะใส่เสื้อยืดตัวหลวม ก็ยังปิดบังส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนไม่ได้ ลูกกระเดือกของเขาขยับ ก่อนจะกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
ถึงเขาจะไม่ได้ตอบออกมา แต่สายตาและท่าทางก็เผยคำตอบออกมาหมดแล้ว
เฉินเมิงเมิงไม่ได้โง่ เพียงชั่วพริบตาก็เข้าใจว่าคำพูดทั้งหมดที่เธอพูดไปนั้น พี่ชายของอีกฝ่ายได้ยินหมดแล้ว!
“อ๊ากกก น่าอายจะตายอยู่แล้ว!!”
เธอยกมือปิดหน้าอย่างรวดเร็ว กระทืบเท้าปึงปัง ก่อนจะหมุนตัววิ่งออกจากครัวไปอย่างรวดเร็วราวกับกระต่าย
ตอนนี้เธออยากหารอยแยกบนพื้นแล้วมุดลงไปให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ต้องโผล่ขึ้นมาอีกเลยยิ่งดี!
“แค่ก...” เย่หยางเกาท้ายทอยแล้วหัวเราะแห้งๆ เรื่องนี้ช่างอธิบายยากจริงๆ
หลังจากเหตุเข้าใจผิดผ่านพ้นไป ทั้งห้าคนนั่งล้อมโต๊ะอาหาร ดื่มโจ๊กพลางพูดคุยหัวเราะกันไป อาหารเช้ามื้อนี้จึงครึกครื้นเป็นพิเศษ คุยกันไปคุยกันมา เมิงเมิงกับพวกเพื่อนๆ ก็บอกว่าครั้งนี้มาเที่ยวหมู่บ้านประมงสนุกมาก แต่ยังเที่ยวไม่จุใจ เลยนัดกันว่าจะมาอีกครั้งสุดสัปดาห์หน้า
เย่หยางตอบตกลงโดยไม่ลังเลอยู่แล้ว
อย่างไรเสียพวกเธอก็เป็นเพื่อนร่วมห้องของน้องสาวเขา ทั้งยังเป็นสาวๆ วัยสดใสถึงสามคน การต้อนรับอย่างอบอุ่นก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว
