ซ่งหลีที่กำลังฝันหวานอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงชายแปลกหน้าดังขึ้นข้างกาย ร่างทั้งร่างของเธอสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ จนตื่นขึ้นมาในทันที
เธอเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกาย ในความพร่าเลือนนั้นดูคล้ายจ้าวชุนเซิงไม่มีผิด
ซ่งหลีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ใช้มือทั้งสองข้างยันพื้น พยายามลุกขึ้น
เพราะเธอฟังออกจริง ๆ ว่าเสียงพูดของคนคนนี้ไม่ใช่เสียงของจ้าวชุนเซิง
ซ่งหลียังไม่ทันได้คิดว่าเกิดอะไรขึ้น เธอรู้เพียงว่าตอนนี้มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกาย แถมยังเป็นคืนที่มืดสนิทเช่นนี้อีก
ความกลัวเป็นปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของคนเรา
เธออยากหนี อยากอยู่ให้ห่างจากชายคนนี้
แต่ร่างกายของเธอกลับปวดเมื่อยไปหมด ราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ข้อต่อทุกส่วนแทบไม่ยอมขยับตามใจ
ซ่งหลีพยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังลุกขึ้นนั่งไม่ได้
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮั่วจิ้งเป่ยจึงยื่นมือออกไปหมายจะดึงเธอขึ้นมา
ซ่งหลีตกใจจนหน้าถอดสี ขณะใช้เท้าถีบพื้นก็ร้องตะโกนใส่เขาด้วยความหวาดกลัวว่า “อย่า อย่าเข้ามา...”
เสียงร้องของซ่งหลีดังแสบแก้วหูในที่โล่งกลางทุ่งเช่นนี้ หากมีใครผ่านมาข้าง ๆ พวกเขาทั้งคู่คงแย่แน่
ฮั่วจิ้งเป่ยรีบก้าวเข้าไปปิดปากเธอ
“ชู่! อย่าร้อง เดี๋ยวคนอื่นได้ยินเราสองคนแย่แน่ อย่ากลัวนะ ผม... ผมไม่ใช่คนเลว ผมเป็นทหาร เรื่องเมื่อกี้มัน...”
ฮั่วจิ้งเป่ยรีบร้อนอธิบาย แต่กลับไม่รู้ว่าควรอธิบายอย่างไร
ตอนนี้ก็ไม่มีเวลาให้เขาอธิบายแล้ว เพราะหวังเว่ยตงใกล้จะมาถึงสะพาน ไฟหน้ารถส่องสว่างไปทั่วทั้งสะพาน
โชคดีที่เขากับซ่งหลีอยู่ในเงามืดตรงตลิ่ง ไม่อย่างนั้นคงถูกพบเห็นได้ง่าย
“ผู้บังคับกองพันฮั่ว! ผู้บังคับกองพันฮั่ว...”
หวังเว่ยตงขับรถช้า ๆ พลางยื่นศีรษะออกมานอกหน้าต่าง ตะโกนเรียกไปด้วยและมองไปรอบ ๆ ไปด้วย
เครื่องยนต์รถจี๊ปเสียงดังมาก ไม่อย่างนั้นเสียงร้องตกใจของซ่งหลีเมื่อครู่คงทำให้หวังเว่ยตงหันมาสนใจแน่
ฮั่วจิ้งเป่ยรู้ดีว่า หากเขายังไม่ปรากฏตัวออกไปก่อน แล้วหวังเว่ยตงมาเจอเข้า เขาต่อให้มีปากเป็นร้อยก็อธิบายไม่กระจ่าง
“เอ่อ... ผมไม่มีเวลาอธิบายให้คุณฟังแล้ว เพราะยังมีภารกิจสำคัญต้องไปทำ แต่ไม่ต้องกลัวนะ ผมทิ้งช่องทางติดต่อไว้ให้แล้ว อยู่ในกระเป๋าเสื้อคุณ
ผมคงต้องใช้เวลาอีกราวหนึ่งเดือนกว่าจะกลับหน่วย ถึงตอนนั้นคุณคำนวณเวลาแล้วไปหาผมที่หน่วยก็พอ ผมรับรองว่าจะรับผิดชอบคุณแน่นอน”
พูดจบ ฮั่วจิ้งเป่ยก็ลุกขึ้น เดินไปข้างหน้าสองก้าว แต่จู่ ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยุดฝีเท้าแล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า
เขาหยิบธนบัตรกับคูปองออกมาม้วนหนึ่ง พร้อมกับจี้หยกที่ร้อยด้วยเชือกแดงซึ่งติดมือออกมาด้วย
จี้หยกชิ้นนี้เป็นของที่คุณย่าฮั่วมอบให้ฮั่วจิ้งเป่ย หลานชายของนาง บอกว่าเป็นเครื่องรางคุ้มครองให้ปลอดภัย
ฮั่วจิ้งเป่ยเป็นหลานชายคนโตของบ้าน ตั้งแต่เล็กก็ได้รับการเลี้ยงดูจากคุณย่าฮั่วด้วยตัวนางเอง
คนในครอบครัวล้วนเป็นทหาร จึงรู้ดีว่าอาชีพนี้อันตรายเพียงใด
ตลอดชีวิตคุณย่าฮั่วไม่เคยเชื่อเรื่องงมงาย แต่พอเป็นเรื่องของหลานชายกลับไม่เหมือนเดิม
ใคร ๆ ก็พูดกันว่าหยกช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย นางจึงหวังว่าหยกสืบทอดจากบรรพบุรุษชิ้นนี้จะช่วยให้หลานชายคนโตแคล้วคลาดจากอันตราย และมีชีวิตปลอดภัยไปตลอด
ไม่ว่าหยกจะคุ้มครองให้ปลอดภัยได้จริงหรือไม่ ฮั่วจิ้งเป่ยก็รู้ว่าจี้หยกชิ้นนี้เป็นของรักของหวงของคุณย่า ก่อนจะยกให้เขา นางเก็บมันไว้ในกล่องไม้จันทน์ที่ประณีตงดงาม และปกติไม่ยอมให้ใครแตะต้องเลยสักครั้ง
เพราะอย่างนั้นเขาจึงเก็บมันไว้ติดตัวเสมอ ไม่เคยแยกจากจี้หยกเลย
ฮั่วจิ้งเป่ยหยิบจี้หยกขึ้นมา เตรียมจะเก็บกลับเข้ากระเป๋า แต่แล้วก็ลังเลขึ้นมา
หากหญิงสาวคนนี้ไปหาเขา แล้วบังเอิญเขาไม่อยู่ ตอนนั้นจะใช้สิ่งใดยืนยันตัวตนของเขาเล่า
สู้มอบจี้หยกชิ้นนี้ให้เธอไปเลยดีกว่า...
คิดได้ดังนั้น ฮั่วจิ้งเป่ยก็เหลือบมองจี้หยกในมืออีกครั้ง
อืม เอาตามนี้แล้วกัน!
ถ้าหญิงสาวคนนี้ไม่ยอมไปหาเขา อย่างน้อยจี้หยกชิ้นนี้ก็ถือเป็นค่าชดเชยให้เธอ
คุณย่าหวงแหนหยกชิ้นนี้นัก คิดว่าคงขายได้ราคาดีทีเดียว
แม้เขาจะทำใจยากอยู่บ้าง เพราะเป็นน้ำใจจากคุณย่า แต่ในเวลานี้เขาก็ไม่มีของอย่างอื่นที่ดีกว่านี้แล้วจริง ๆ
เมื่อเทียบกับความบริสุทธิ์ของหญิงสาวคนหนึ่งแล้ว หยกชิ้นนี้ก็ไม่ได้มีค่าอะไรนัก
หากเขากับจี้หยกชิ้นนี้มีวาสนาต่อกัน สักวันมันคงกลับมาอยู่ข้างกายเขาอีก
คิดได้ดังนั้น ฮั่วจิ้งเป่ยจึงตัดใจ ยื่นจี้หยกพร้อมกับเงินและคูปองม้วนหนึ่งให้ซ่งหลี
“ขอโทษนะ ผมรู้ว่าต่อให้พูดอะไรตอนนี้ ก็เรียกความบริสุทธิ์ของคุณกลับคืนมาไม่ได้
ผมมีเงินติดตัวอยู่แค่นี้ ยกให้คุณทั้งหมดแล้วกัน อ้อ แล้วก็จี้หยกชิ้นนี้ด้วย ถึงตอนนั้นคุณเอามันไปหาผม ใช้เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนได้
ถ้าผมไม่อยู่ คนในครอบครัวผมเห็นจี้หยกนี้ก็ต้องจำคุณได้แน่นอน”
ฮั่วจิ้งเป่ยพูดพลางยื่นเงินกับคูปองในมือไปตรงหน้าซ่งหลี
ตอนนี้ซ่งหลีลืมความกลัวไปแล้ว ที่สำคัญคือชายตรงหน้าไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนคนเลว
แต่ความสนใจของเธอไม่ได้อยู่ที่ชายคนนี้เลย
ความเจ็บปวดและปวดเมื่อยที่แล่นขึ้นมาจากร่างกายเป็นระยะ รวมทั้งชายแปลกหน้าที่กำลังพูดอยู่ตรงหน้า ในที่สุดก็ทำให้เธอตระหนักว่า ความสุขที่ทำให้เธอเหมือนตายแล้วฟื้นครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอจริง ๆ
ชายที่ร่วมรักกับเธออย่างเร่าร้อนและพรากความบริสุทธิ์ของเธอไปครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ใช่จ้าวชุนเซิง แต่เป็นชายแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้า
อ๊ะ! ไม่!
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้?
ทำแบบนี้ได้ยังไง?
เธอยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่นะ จะไปมีอะไรกับชายแปลกหน้าได้อย่างไร...
เมื่อเห็นเธอไม่รับ ฮั่วจิ้งเป่ยจึงได้แต่ย่อตัวลง ยัดเงินกับคูปองและจี้หยกลงในฝ่ามือของซ่งหลี
ตอนนี้ในใจของซ่งหลีปั่นป่วนราวกับเกิดสงคราม เธอจ้องฮั่วจิ้งเป่ยเขม็ง แต่ไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดแม้แต่คำเดียว
ความอับอายและความอัปยศอดสูถาโถมเข้าปกคลุมเธอทั้งตัว
คนที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออย่างเธอ ทำไมยังต้องมาเผชิญความอัปยศอดสูเช่นนี้อีก?
ทำไมสวรรค์ยังต้องปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่ด้วย?
เมื่อเห็นเธอนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่พูดอะไรสักคำ ฮั่วจิ้งเป่ยก็ยิ่งเป็นห่วง
เพื่อปลอบเธอ เขาจึงปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงอีกเล็กน้อย
“เอ่อ คุณอย่าคิดสั้นอีกนะ คนที่ทอดทิ้งคุณ ทำไมคุณต้องฆ่าตัวตายเพื่อเขาด้วยล่ะ เขาไม่ต้องการคุณก็เพราะเขาตาถั่ว ไม่ใช่เพราะคุณไม่ดี เพราะฉะนั้นต่อจากนี้คุณต้องใช้ชีวิตให้ดี ยืนหยัดเพื่อตัวเอง พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเขาตาบอดถึงได้พลาดผู้หญิงดี ๆ อย่างคุณไป”
ไม่รู้ว่าเพราะอยู่ใกล้กันหรือเปล่า ในที่สุดซ่งหลีก็ฟังคำพูดของฮั่วจิ้งเป่ยเข้าใจ
แต่ละคำกลับซึมลึกเข้าไปในใจ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา
เธอรู้สึกว่าเขาพูดถูก
ใช่แล้ว!
ทำไมเธอต้องฆ่าตัวตายเพื่อผู้ชายที่ทอดทิ้งเธอด้วย ต่อให้เธอตายไป สำหรับจ้าวชุนเซิงแล้ว อย่างมากก็คงเสียใจอยู่ไม่กี่วัน
ไม่สิ บางทีเขาอาจไม่เสียใจเพราะเธอเลยด้วยซ้ำ
บางทีในใจเขาอาจกำลังแอบยินดีที่กำจัดตัวปัญหาอย่างเธอไปได้ตลอดกาลก็เป็นได้
“เมื่อกี้คุณเป็นคนช่วยฉันไว้เหรอ?” ในที่สุดซ่งหลีก็เอ่ยปาก
ฮั่วจิ้งเป่ยพยักหน้า “ผมเอง”
“แล้ว... เมื่อกี้... ก็เป็นคุณ...”
ซ่งหลีถามประโยคนั้นออกมาอย่างกระดากอาย
