ซูม่านถูกเขาจับข้อมือไว้ ร่างทั้งร่างแข็งทื่อจนไม่กล้าขยับ
เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างระมัดระวัง แล้วถามเสียงเบา “เจ็บมากไหม?”
“ถ้าเบามือหน่อยก็พอไหว” เจียงซื่อยอมปล่อยข้อมือเธออย่างอาลัยอาวรณ์ น้ำเสียงต่ำลงกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย แฝงความงัวเงียอยู่ในลมหายใจ “แต่ถ้ามือยังสั่นแบบนี้ต่อไป สำลีพันก้านคงจิ้มทะลุผิวฉันแล้วล่ะ”
ซูม่านอุทาน “อ๊ะ” รีบประคองมือให้มั่นคง ตั้งแต่เด็กเธอก็เป็นคนตั้งใจทำอะไรอยู่แล้ว พอได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็กลั้นหายใจ จดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า ใช้ปลายนิ้วจับก้านสำลีพันก้าน แล้วค่อย ๆ วนไปรอบขอบรอยช้ำ
เจียงซื่อเงียบไป
เขาพิงพนักโซฟา ไหล่ข้างหนึ่งเผยออกมา ท่าทางผ่อนคลายราวกับแมวตัวใหญ่ที่กำลังนอนอาบแดด ทว่ามือที่วางอยู่บนเข่ากลับขดนิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
เธอเข้ามาใกล้เกินไป ลมหายใจที่เป่ารดผิวต้นคอเขาเป็นจังหวะนั้นอุ่นร้อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ติดกายเธอชวนให้ลุ่มหลง
ครู่หนึ่ง เจียงซื่อก็ส่งเสียงจุ๊ปากเบา ๆ “แบบนี้ไม่ได้”
ซูม่านชะงัก “อะไรเหรอ?”
เจียงซื่อหันมามองเธอ ใบหน้าเธอยังอยู่ข้างไหล่เขา ทั้งคู่ใกล้กันเสียจนถ้าเขาเอียงตัวไปอีกสักนิด ริมฝีปากก็จะเฉียดขมับเธอได้แล้ว
แววตาเขาหม่นลึกลง
“มีเสื้อบังอยู่ มองอาการบาดเจ็บไม่ชัด”
คำพูดฟังดูมีเหตุผล ซูม่านจึงหลงเชื่อเข้าเต็มเปา
“แล้วจะทำยังไงดี?”
เจียงซื่อมองเธอ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มสบาย ๆ
“ถอดออกแล้วจะเห็นชัดกว่า”
สิ้นเสียง ยังไม่ทันที่ซูม่านจะได้ตอบสนอง เจียงซื่อก็ยกมือปลดกระดุมที่เหลือ นิ้วยาวเกี่ยวคอเสื้อแล้วถอดเชิ้ตออกอย่างคล่องแคล่ว
ลมหายใจของซูม่านสะดุดทันที
