ซูม่านก้มหน้า ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะกลับไปยืนอยู่ริมฝูงชนอีกครั้ง
ท่าทางสงบนิ่ง ต่างจากคนที่เมื่อครู่ถูกกดชิดกำแพงจนขาอ่อนระทวยราวกับเป็นคนละคน
เธอล้วงกระจกบานเล็กออกจากกระเป๋าถือ อาศัยแสงตรงมุมห้องจัดเลี้ยงสำรวจตัวเองในกระจก
ลิปสติกเลอะ ดวงตายังฉ่ำวาว ไอร้อนบนใบหน้าก็ยังจางหายไปไม่หมด
โดยเฉพาะบริเวณหลังใบหู แดงเด่นชัดเป็นพิเศษ
ซูม่านมองตัวเองในกระจกอยู่หลายวินาที ก่อนอดยื่นมือไปแตะแก้มไม่ได้
“แย่แล้ว”
เธอพึมพำเสียงเบา
“เห็นชัดขนาดนี้เลยเหรอ…”
ปากพูดอย่างนั้น แต่ปลายปากกลับค่อย ๆ ยกขึ้นทีละนิด
เด็กสาวในกระจกมีดวงตาเป็นประกาย
ไม่เหลือเค้าความลนลานทำอะไรไม่ถูกเมื่อครู่นี้แม้แต่น้อย
รอยยิ้มตรงมุมปากที่กดไว้ไม่อยู่ แผ่ขยายออกเป็นวงเหมือนระลอกคลื่นบนผิวน้ำในทะเลสาบยามวสันต์ที่ถูกสายลมพัดผ่าน จนแววตาและคิ้วดูมีชีวิตชีวาขึ้นไปด้วย
ถ้าเสิ่นจือสิงมาเห็นเข้า เขาคงสังเกตได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เพราะต่อหน้าเขา ซูม่านมักทำตัวไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ ราวกับไม่เข้าใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ
แต่ตอนนี้ เปลือกนอกอันไร้พิษภัยนั้นถูกวางไว้ชั่วคราว เผยให้เห็นความลำพองใจเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างใน
เหมือนแมวที่แอบขโมยปลาแห้งมาได้
ซูม่านมองตัวเองอยู่สองวินาที ก่อนรีบเก็บรอยยิ้ม
ไม่ได้ เด่นเกินไปแล้ว
ถ้าออกไปทั้งสภาพนี้ หลินหว่านต้องดูออกแน่ ๆ ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล
ซูม่านรีบหยิบอุปกรณ์แต่งหน้าออกจากกระเป๋าถือ
เธอเติมลิปสติกก่อน จากนั้นใช้พัฟแตะแก้มและหลังใบหูเบา ๆ กลบรอยแดงที่ยังไม่ยอมจางหาย
ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที
คนในงานเลี้ยงที่เห็นเข้า คงคิดแค่ว่ามีสาวสวยสุด ๆ คนหนึ่งกำลังเติมหน้า
ไม่มีใครนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหรอก
ตอนเก็บแป้งพัฟ ซูม่านยังส่องกระจกตรวจดูอีกครั้ง
ผมยาวสลวย
หน้าตาไร้ที่ติ
แววตาใสซื่อ
ดีมาก ยังเป็นศิษย์น้องตัวน้อยที่ทั้งไร้เดียงสาและว่าง่ายคนเดิม
เธอยิ้มอย่างพอใจ ก่อนถือแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบช้า ๆ ตั้งใจจะหลบอยู่ตรงมุมนี้อย่างเงียบ ๆ เป็นคนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
*
หลินหว่านเดินไปตรงหน้าเสิ่นจือสิง พลางพูดอะไรบางอย่างด้วยรอยยิ้มหวาน
