“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”
หลินจี้ยื่นมือเคาะประตูห้องด้านข้างเบา ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ประตูก็เปิดออกพร้อมกับเสียง “เอี๊ยด”
ไป๋อวี้เอ๋อร์ยืนอยู่หน้าประตูด้วยดวงตาบวมแดง ริมฝีปากซีดขาว สายตาเหม่อลอย จ้องมองหลินจี้อย่างงงงัน
หลินจี้ถือชามกระเบื้องหยาบใบหนึ่ง ในชามมีหมั่นโถวหยาบสองลูก ก้นชามมีผักผัดหมูสามชั้นวางอยู่
“ตื่นแล้วหรือ?”
ไป๋อวี้เอ๋อร์พยักหน้า ริมฝีปากขยับเล็กน้อย อ้าปากจะพูด สุดท้ายก็ไม่เอ่ยอะไรออกมา
“ตื่นแล้วก็กินข้าวสักหน่อย” หลินจี้ยื่นชามกระเบื้องหยาบไปให้ไป๋อวี้เอ๋อร์
ไป๋อวี้เอ๋อร์ตะลึงไปครู่หนึ่ง รับชามและตะเกียบมาอย่างเหม่อลอย
“ข้าต้องไปทำหน้าที่เฝ้าประตูที่สำนักยุทธ์แล้ว เจ้าก็อย่าไปไหนไกล หากไม่รังเกียจก็พักอยู่ที่นี่ก่อนเถิด อย่างไรเสียบ้านของข้าผู้เฒ่านี้ ก็ลืมไปแล้วว่ากี่ปีไม่มีกลิ่นอายของสตรี”
สีหน้าไป๋อวี้เอ๋อร์แดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยอย่างที่พบได้ยาก หลินจี้ยิ้มเล็กน้อยไม่พูดอะไร หยิบห่อสัมภาระที่จัดเตรียมไว้ เดินไปที่หน้าประตูลานบ้าน ก่อนจะก้าวออกไป ก็หันมามองไป๋อวี้เอ๋อร์ที่อยู่หน้าประตูห้องอีกครั้ง “ข้าไปก่อนนะ!” ไป๋อวี้เอ๋อร์เพิ่งจะรู้สึกตัวตอบกลับไป “อ้อ ได้เจ้าค่ะ! เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ!”
ผลักประตูลานบ้านออก
หลินจี้เดินเข้าไปในตรอกหางหมา มุ่งหน้าไปทางสำนักยุทธ์โรงเรียนมัธยมต้น
ออกจากตรอกหางหมา ถนนเริ่มครึกครื้นขึ้น ร้านค้าริมทางตั้งแผงลอยกันมากมาย
“ซาลาเปาน้ำซุปร้อน ๆ! ซาลาเปานึ่งสด ๆ!”
“นมถั่วเหลือง! ปาท่องโก๋!” “ขายหนังสือพิมพ์! หนังสือพิมพ์!”
“ยาสูบเส้นละสองเหรียญทองแดง...!”
