ภายในรถม้าหรูหรา เซี่ยชิงเหยี่ยนกับกู้เป่ยสิงนั่งประจันหน้ากัน ตรงหน้ามีชาร้อนที่ไอหมอกลอยกรุ่น
“เจ้าหุบเขาเซี่ยช่างมีฝีมือไม่เบาเลยนะ”
กู้เป่ยสิงจิบชาแล้วเอ่ยเสียงประชดประชัน
ได้ยินเช่นนั้น เซี่ยชิงเหยี่ยนกลับไม่ใส่ใจ เพียงกล่าวว่า
“เป็นเพราะเยวี่ยเยวี่ยเมตตาข้า”
“……”
มุมปากกู้เป่ยสิงกระตุก เขาถูกคำพูดนี้อุดปากจนเถียงไม่ออก ทั้งโมโหทั้งจนใจ ไม่รู้จะโต้กลับอย่างไร
คนผู้นี้ไม่ใช่อาศัยว่าม่านเยวี่ยชอบเขา ถึงได้มั่นอกมั่นใจขนาดนี้หรอกหรือ!?
กู้เป่ยสิงสูดหายใจลึก ข่มอารมณ์ในใจแล้วเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
“เซี่ยชิงเหยี่ยน ไม่ใช่ว่าข้ามีอคติกับเจ้า แต่ทั้งอายุและชาติตระกูลของเจ้า มีตรงไหนได้เปรียบบ้าง? เจ้าจะมอบความสุขให้ม่านเยวี่ยได้หรือ?”
ก่อนหน้านี้กู้เป่ยสิงส่งคนไปสืบเรื่องเซี่ยชิงเหยี่ยนมาแล้ว
ครอบครัวของเขาไม่มีบิดามารดาเหลืออยู่ อายุยังมากกว่าม่านเยวี่ยถึง 15 ปี หากจะพูดถึงชาติตระกูล ก็คงมีเพียงหุบเขากุยอวิ๋นที่พอเข้าตา
แต่ในสายตาเขา หุบเขากุยอวิ๋นแห่งเดียวก็ยังไม่พอให้พูดถึง
เซี่ยชิงเหยี่ยนย่อมเข้าใจคำพูดของกู้เป่ยสิง แต่แล้วอย่างไรเล่า ขอเพียงในใจเยวี่ยเยวี่ยมีเขาก็พอแล้ว เขาจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อมอบความสุขให้เยวี่ยเยวี่ยเช่นกัน
“องค์รัชทายาทกล่าวได้ถูกต้องแล้ว”
กล่าวจบก็ไม่มีคำพูดใดต่อ
ความรู้สึกของกู้เป่ยสิงในตอนนี้ราวกับต่อยหมัดใส่ปุยนุ่น ขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจว่าไม่มีทางทำให้เซี่ยชิงเหยี่ยนยอมถอยได้
ส่วนตัวเขาเองยิ่งไม่มีโอกาสแล้ว
“เซี่ยชิงเหยี่ยน ข้ามีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียว”
กู้เป่ยสิงเงยหน้ามองเซี่ยชิงเหยี่ยนอีกครั้ง บารมีขององค์รัชทายาทแผ่ออกมาในทันที ทำให้ผู้คนรู้สึกถูกกดดันอย่างยิ่ง