ที่จริงทั้งสองเพิ่งแยกจากกันได้ไม่นาน แต่หนิงม่านเยวี่ยกลับรู้สึกว่าระหว่างคิ้วของเซี่ยชิงเหยี่ยนมีร่องรอยความกังวลเพิ่มขึ้นมา
เป็นเพราะได้ยินข่าวลือที่เซี่ยจื่อนำไปบอกหรือ?
ขณะที่หนิงม่านเยวี่ยกำลังพินิจเซี่ยชิงเหยี่ยน อีกฝ่ายก็มองนางอยู่เช่นกัน
เขาคิดว่า เยวี่ยเยวี่ยดูงดงามขึ้นอีกแล้ว
“เจ้าหุบเขาเซี่ย เชิญนั่ง”
หนิงม่านเยวี่ยจงใจวางท่าราบเรียบ พลางผายมือเชื้อเชิญ
คำเรียกช่างห่างเหินนัก หัวใจของเซี่ยชิงเหยี่ยนพลันเจ็บแปลบ
เขาพยักหน้าเล็กน้อย เอ่ยขอบคุณแล้วเดินไปนั่งตรงตำแหน่งข้างมือขวาของหนิงม่านเยวี่ย
ชั่วขณะนั้น เขาราวกับได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายนางอีกครั้ง กลิ่นที่ทำให้รู้สึกสบายใจ
กลิ่นหอมชวนเจริญอาหารลอยอบอวลจากสำรับบนโต๊ะ ทว่าเซี่ยชิงเหยี่ยนกลับไม่รู้สึกอยากอาหารแม้แต่น้อย
เขาอยากถาม อยากถามหนิงม่านเยวี่ยว่านางจะเข้าพิธีกับองค์รัชทายาทจริงหรือไม่
“กินข้าวกันก่อนเถอะ ข้าหิวแล้ว”
หนิงม่านเยวี่ยไม่คิดจะเสียเวลาอาหารของตัวเองไปเปล่า ๆ
ได้ยินเช่นนั้น ต่อให้เซี่ยชิงเหยี่ยนมีเรื่องอยากพูดอีกมาก ก็ทำได้เพียงเก็บมันไว้ก่อน
“ได้”
เขาตอบรับเสียงเบา ทว่าจิตใจกลับไม่ได้อยู่กับอาหารตรงหน้าเลย
มื้อนั้นหนิงม่านเยวี่ยกินอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนเขากินไปเพียงไม่กี่คำ คาดว่าคงยังไม่ถึงสามส่วนของความอิ่มด้วยซ้ำ
เห็นดังนั้น หนิงม่านเยวี่ยก็มองเขาด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แล้วถามว่า
“อาหารในจวนข้าไม่ถูกปากเจ้าหรือ?”
ปลายนิ้วของเซี่ยชิงเหยี่ยนชะงัก ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ใช่ ข้าแค่มีเรื่องอื่นอยู่ในใจ เลยไม่ค่อยอยากอาหาร”
