“ถ้าอย่างนั้น...” เจียงหนานมองหยางจิ่งหรานอย่างลังเล “คุณหยางหมายความว่า คุณหาคนไลฟ์ที่เหมาะกว่าได้แล้วเหรอคะ?”
เจียงหนานไม่รู้ว่าตอนนี้หยางจิ่งหรานกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอฟังออกว่าเขาหมายถึงอะไร
“เปล่าครับ คุณเจียงคิดมากไปแล้ว” หยางจิ่งหรานยิ้มอย่างขมขื่น “ในบรรดาคนไลฟ์ทั้งหมดวันนั้น มีแค่คุณที่มาที่บูทของผม”
หยางจิ่งหรานกล่าว “เพราะฉะนั้นก็ไม่มีคนไลฟ์คนอื่นที่อยากพางานจักสานไม้ไผ่ชิงเสินเข้าสู่การแข่งขันรอบต่อไปหรอกครับ”
หยางจิ่งหรานมีสีหน้าเรียบเรื่อย แววตาเจือความกังวลเล็กน้อย
“ผมอยากเผยแพร่งานฝีมือมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้อันล้ำค่าของบ้านเกิดให้คนรู้จักมาก ๆ และผมก็พยายามมาตลอด”
“แต่เรื่องแบบนี้ทำให้สำเร็จได้ในวันสองวันไม่ได้”
“แม้จะพยายามมาหลายปี ก็ยังหาทางฝ่าทางตันไม่เจอ”
หยางจิ่งหรานเงยหน้ามองเจียงหนานอย่างจริงใจ
“คุณเจียง วันนี้ผมมาหาคุณ เลยเข้าใจได้ว่าคุณเองก็ลำบากแค่ไหน”
“กว่าคุณจะมาถึงจุดนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว คงต้องทุ่มเทไปมากและผ่านอะไรมาไม่น้อย ผมไม่อยากทำให้คุณต้องลำบากกว่าเดิม”
หยางจิ่งหรานยิ้มขื่นอีกครั้ง
“คุณดูสิ ถ้ามันง่าย บูทของผมคงไม่เงียบเหงาที่สุดในวันนั้นหรอกครับ”
“ถ้ามันง่าย ผมก็คงไม่วนอยู่ที่เดิมมาหลายปี แค่ประคองกิจการไปวัน ๆ แบบนี้”
เจียงหนานมองใบหน้าหยางจิ่งหราน สีหน้าสงบนิ่ง ปลายนิ้วแตะอยู่บนเอกสารที่เธอเตรียมมา เธอตั้งใจฟังเขาพูด
เมื่อหยางจิ่งหรานพูดจบ เจียงหนานก็พยักหน้าเบา ๆ
เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงก้มมองเอกสารในมือ
ครู่หนึ่งต่อมา เธอเงยหน้าขึ้น แววตาอ่อนโยนและสงบนิ่ง น้ำเสียงจริงจัง
“งานจักสานไม้ไผ่ชิงเสินเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับชาติ ซึ่งมีเฉพาะในอำเภอชิงเสินค่ะ”
