หยุนชีกลับเข้าห้องของตน เอนกายลงบนเตียงแล้วหลับตา จิตสำนึกดำดิ่งสู่มหาสมุทรมิติอันไร้ขอบเขต ก่อนจะมาถึงเขตแดนเทพอย่างแม่นยำ
แม้จะเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่หยุนชีก็ยังตะลึงกับภาพตรงหน้า
ผืนดินใต้เท้าไม่ใช่ดิน หากเป็นบึงโคลนที่เกิดจากไขมันผสมหนอง บางครั้งยังเห็นตุ่มหนองคล้ายฟองอากาศผุดขึ้นมา
ผิวต้นไม้เต็มไปด้วยเส้นเลือดสีเขียว ภายในไหลเวียนด้วยของเหลวไร้ชื่อที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็น
กวางในป่าเน่าเปื่อยมีทั้งตัวผอมโซจนเหลือแต่หนัง ขนร่วงเป็นหย่อม เผยให้เห็นโครงกระดูกที่ดูราวกับถูกห่อด้วยกระดาษเนื้อ หรือไม่ก็ตัวอ้วนบวมราวกับซากศพที่แช่น้ำ พอขยับก็มีหนอนสีขาวโพลนทะลักออกมาจำนวนมาก
นี่คือโลกที่ผุพังเน่าเฟะอย่างสิ้นเชิง และกำลังถูกโรคผุพังกัดกินพลังชีวิตหยดสุดท้าย
หยุนชียังเห็นเหล่าผู้ศรัทธาของตนด้วย ร่างที่เน่าเปื่อยของพวกเขาทำให้เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าคนเหล่านั้นเป็นมนุษย์จริง ๆ
หากจะให้อธิบายก็คือ...พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แต่สภาพเก่าคร่ำคร่าจนไม่เหลือเค้าคน
สิ่งที่ทำให้หยุนชีหงุดหงิดที่สุดคือ ไม่มีใครพูดถึงโรคเหล่านี้ พวกเขาคุ้นชินกับความตายมานานแล้ว เช่นเดียวกับ...ซื่อหลิงจื่อ!
ระหว่างผู้ศรัทธากับเทพเจ้ามีความเชื่อมโยงพิเศษบางอย่าง มนุษย์ธรรมดากว่าหนึ่งพันคนในนรกบนดินแห่งนี้ต่างเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว มองไปยังหยุนชี
ในดวงตาไร้ความหวังที่จะมีชีวิต เหลือเพียงความปรารถนาที่จะตาย
เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพแวดล้อมในเขตแดนเทพเกิดใหม่เลวร้ายเกินไป จักรวรรดิจึงกำหนดช่วงคุ้มครองความตายไว้ 7 วัน
เวลาในเขตแดนเทพไหลไม่เท่ากับโลกภายนอก หนึ่งวันภายนอกเท่ากับหนึ่งปีในเขตแดนเทพ
กล่าวคือ หากหยุนชีไม่ประทานความตายให้พวกเขา พวกเขาก็ต้องมีชีวิตเช่นนี้ต่อไปอีกเต็ม ๆ 7 ปี!
【คำเตือน! ตรวจพบโรคระบาดระดับโลก โรคผุพังอัปมงคล!】
【โรคระบาดระดับโลก: โรคผุพังอัปมงคล】
【ผลลัพธ์】: กัดกร่อนมโนทัศน์แห่งการดำรงอยู่ ทำให้ทุกสิ่งที่ดำรงอยู่มุ่งสู่จุดจบอันผุพัง (ไม่อาจต่อต้าน ไม่อาจหลบหนี นี่คือหนึ่งในจุดจบทั้งปวง)
หยุนชีถอนหายใจยาว เสียงแห่งเทพอันเปี่ยมด้วยความเวทนาดังก้องไปทั่วเขตแดนเทพ
“เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นทุกข์ของสรรพชีวิตใต้หล้า”
ในดวงตาที่ถูกฝ้าขาวปกคลุมจนมิดของเหล่าผู้ศรัทธาเผยความไม่เข้าใจออกมา
พลังเทพแห่งเทพผู้บัญชาชะตาแห่งความโศกมรณะทะลักจากร่างหยุนชีออกไป ทุกแห่งหนที่พลังเทพแผ่ผ่าน ภัยพิบัติและโรคภัยทั้งปวงก็สงบนิ่งลง
แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ หยุนชีกระตุ้นพรสวรรค์ที่สอง เตรียมพลิกผันทุกสิ่งไปพร้อมกัน
“ข้าขอให้สรรพสิ่งเขียวขจีชั่วนิรันดร์”
“ข้าขอให้ไม้แห้งผลิดอกออกผลอีกครั้ง”
“ข้าขอให้แมลงชีปะขาวมีอายุยืนยาวดุจไม้ชุน”
“ข้าขอให้สรรพชีวิตตื่นรู้อยู่เสมอและไม่ลืมเลือน”
เมื่อระลอกคลื่นสีทองแผ่ปกคลุมทั่วทั้งเขตแดนเทพ ภาพความทุกข์ทรมานและความเงียบงันไร้ชีวิตก็พลันมลายหายไป
【โรคผุพังอัปมงคลถูกพลิกผันเป็นโรคระบาดยืนยงอัปมงคลแล้ว】
【โรคระบาดระดับโลก: โรคระบาดยืนยงอัปมงคล】
【ผลลัพธ์】: ปฏิเสธมโนทัศน์แห่งความตาย จนกว่าพลังงานจะมลายสิ้นและสสารกลับคืนสู่ความว่างเปล่า (แทนที่จะโหยหาชีวิต มิสู้ปฏิเสธความตาย นี่ก็เป็นหนึ่งในจุดจบทั้งปวงเช่นกัน)
(การประเมินจากข่ายเทพ: ดัชนีความอันตรายดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น?)
กลุ่มเชื้อราที่ล่องลอยอยู่บนฟ้าเปลี่ยนเป็นสปอร์สีทองกับเส้นใยไม้ละเอียด
กลิ่นหวานเจือคาวของไม้ผุหลังฝนตกผสมกับสมุนไพรสดอบอวลอยู่ในอากาศ
บาดแผลของสิ่งมีชีวิตที่ได้รับพรสมานในพริบตา ส่วนบริเวณแขนขาที่ขาดจะงอกกิ่งอ่อนสีเขียวอมขาวขึ้นมาก่อน แล้วเนื้อหนังขาวผ่องจึงค่อย ๆ คลี่คลุมตามมา
หัวใจที่เต้นอยู่ราวกับมีรากไม้แสนอบอุ่นพันรอบอย่างแผ่วเบา การไหลเวียนของเลือดช้าลง ลวดลายคล้ายวงปีปรากฏเลือนรางใต้ผิวหนัง
ชั่วขณะนี้ พวกเขาได้เกิดใหม่อีกครั้ง
“เทพ...ปาฏิหาริย์! นี่คือปาฏิหาริย์!”
เหล่าผู้ศรัทธาพร้อมใจกันหมอบกราบลงกับพื้น ทำพิธีกราบไหว้ หญ้าป่าที่อยู่ใต้เท้าพวกเขานุ่มนวลขึ้นในชั่วขณะนี้ ส่วนศีรษะที่กระแทกจนแตกก็ได้รับการรักษาด้วยหยาดน้ำค้างซึ่งเกาะพราวบนใบหญ้า
ความบริสุทธิ์แห่งศรัทธาแตะถึงจุดสูงสุดในชั่วขณะนี้
ไม่ใช่เพราะสายสัมพันธ์ที่ถูกกำหนดไว้แต่กำเนิด หากเป็นเพราะพวกเขาศิโรราบต่อเมตตาธรรมและพลังอันยิ่งใหญ่ของหยุนชีอย่างหมดใจ
“ท่านคือจ้าวแห่งความเขียวขจีชั่วนิรันดร์! คือเทพแห่งโรคระบาดทั้งปวง! คือสวรรค์ผู้ประทานชีวิตอมตะแก่พวกเรา!”
“สรรเสริญเทพผู้บัญชาชะตาแห่งความโศกมรณะ สรรเสริญสวรรค์แห่งชีวิตนิรันดร์!”
หยุนชีกวาดตามองคร่าว ๆ แล้วพบว่าผู้ศรัทธาเหล่านี้ล้วนเป็นคนธรรมดา ส่วนใหญ่ไม่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญที่โดดเด่น
ระบบเขตแดนเทพกระแสหลักของจักรวรรดิแบ่งออกเป็นสายเหนือธรรมชาติกับสายเทคโนโลยี
หยุนชีศึกษามาเพียงสายเหนือธรรมชาติ ซึ่งก็คือระบบบำเพ็ญเซียน
เทพเจ้าสามารถบำเพ็ญระบบเหนือธรรมชาติอื่นควบคู่กันได้ อย่างซื่อหลิงจื่อก็เป็นเทพเจ้าที่บำเพ็ญเซียนไปด้วย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเล่าอดีตของตนให้หยุนชีฟัง หยุนชีจึงไม่รู้ระดับบำเพ็ญที่แท้จริงของนาง
ตอนนี้หยุนชีมีสถานะเป็นสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ แต่สถานะก็เป็นเพียงสถานะ พลังต่อสู้จริงอาจอยู่แค่ขั้นหนึ่งหรือสองเท่านั้น ทำได้เพียงวางอำนาจในเขตแดนเทพของตนเอง หากออกไปข้างนอก แม้แต่ไก่ในเล้าเขาก็ยังสู้ไม่ได้
พลังต่อสู้ของเทพเจ้าจะเพิ่มขึ้นตามการยกระดับของเขตแดนเทพ และเมื่อไปถึงขั้นกึ่งเทพก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ดังนั้นจึงมีคนไม่มากนักที่ยอมเสียเวลาและแรงกายไปบำเพ็ญระบบอื่นควบคู่กัน
หยุนชีบำเพ็ญมาสิบกว่าปี แต่เพิ่งไปถึงจุดสูงสุดของขั้นสอง หรือก็คือระดับสูงสุดของขั้นสร้างฐาน ทว่ากลับไม่อาจควบแน่นแก่นทองได้เสียที
ที่แปลกคือ ตามหลักแล้วเขาน่าจะทะลวงขั้นได้ตั้งนานแล้ว แต่ระดับบำเพ็ญกลับติดแหง็กอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นสร้างฐาน
จนแม้แต่วิชาหลอมโอสถที่ซื่อหลิงจื่อสอนเขาก็พัฒนาได้ยาก
แค่หลอมวัตถุดิบยาสักอย่างก็ต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวัน ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเขาลดลงอย่างมาก
หยุนชีเปิดพื้นที่เก็บของส่วนตัวในระบบช่วยเหลือเทพเจ้า—ข่ายเทพ ตั้งใจจะหยิบเคล็ดวิชาบำเพ็ญปราณขั้นพื้นฐานที่ซื่อหลิงจื่อให้มา ทว่ามือกลับลื่นไปกดตำราหลอมโอสถขั้นพื้นฐานอีกเล่ม
【วิชาหลอมโอสถขั้นพื้นฐาน】: จักรวรรดิรวบรวมเคล็ดวิชาหลอมโอสถทั้งหมดที่ค้นพบและเรียบเรียงออกมาเป็นวิชาหลอมโอสถที่ง่ายที่สุด พื้นฐานที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุด ภายหลังสามารถเปลี่ยนไปฝึกวิชาหลอมโอสถใดก็ได้โดยไม่มีเงื่อนไข
【ตรวจพบสิ่งของที่สามารถพลิกผันได้: วิชาหลอมโอสถขั้นพื้นฐาน!】
【ค่าใช้จ่ายในการพลิกผัน: 99,999 แต้มศรัทธา】
“เท่าไรนะ? 99,999 แต้ม? ยังเหลือให้ฉันหนึ่งหยวนไปซื้อขนมด้วย ขอบใจนะ!”
ตอนที่หยุนชีกำลังลังเล ซื่อหลิงจื่อก็โอนแต้มศรัทธาให้เขา 1,000,000 แต้ม
【สาวงามนักหลอมโอสถ】: เสี่ยวหยุนชี สู้ ๆ! (๑•̀ㅂ•́)و✧
“ดูท่ายัยแก่นั่นจะตั้งใจหลอมโอสถปั๊มเงินอยู่นะ!”
(ซื่อหลิงจื่อ: ฮัดเช้ย! ฮิ ๆ ต้องเป็นศิษย์รักของข้าที่ซาบซึ้งใจอยู่แน่ ๆ กำลังคิดถึงข้าอยู่ล่ะสิ!)
เมื่อมีทุนตั้งต้นก้อนนี้ หยุนชีก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เลือกพลิกผันทันที
แต้มศรัทธาห่อหุ้มพรสวรรค์ของหยุนชีแล้วแทรกเข้าไปในปก《วิชาหลอมโอสถขั้นพื้นฐาน》 ไม่มีแสงสีตระการตาอะไรนัก แต่เนื้อหาในตำรากลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
【มหามรรคแก่นทอง·ฉบับไม่สมบูรณ์】: วิชาบำเพ็ญที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับฝึกฝนทั้งชีวิตและชะตา ใช้กายเป็นเตาหลอม ใช้จิตเป็นเปลวไฟ ใช้แก่นปราณและจิตวิญญาณเป็นโอสถ เพื่อควบแน่นโอสถมรรคาอันเป็นอมตะ
เดิมที《วิชาหลอมโอสถขั้นพื้นฐาน》สอนวิธีหลอมวัตถุภายนอกให้กลายเป็นโอสถ ส่วน《มหามรรคแก่นทอง》เล่มนี้สอนวิธีใช้ร่างกาย หรือแม้แต่ฟ้าดิน เป็นเตาหลอม แล้วหลอมตนเองให้กลายเป็นโอสถ
แนวทางบำเพ็ญในช่วงแรกคล้ายกับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนอื่น ๆ ล้วนเริ่มจากฝึกลมปราณและสร้างฐาน เพียงแต่มีเคล็ดวิชามากมายที่ใช้วิธีคล้ายการหลอมโอสถมาขัดเกลาร่างกายเพิ่มเข้ามา
ผู้บำเพ็ญในขั้นสร้างฐานต้องกลืนกินโอสถชั้นเลิศ จากนั้นสกัดแก่นสารเก่าในร่างกายออกมาใหม่ ทำให้บริสุทธิ์ แล้วจึงเคาะประตูมหามรรคแก่นทอง
เมื่อควบแน่นแก่นทองสำเร็จ ก็จะได้แก่นทองหมุนเวียนหนึ่งรอบ หลังจากนั้นทุกครั้งที่ทำให้แก่นทองบริสุทธิ์ได้อย่างสมบูรณ์ ก็จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งรอบ เมื่อครบเก้ารอบก็จะก้าวข้ามสู่ความศักดิ์สิทธิ์เหนือสามัญ
น่าเสียดายที่วิชานี้ไม่สมบูรณ์ มีเพียงบทฝึกลมปราณเท่านั้น หากต้องการพลิกผันเพื่อเติมบทสร้างฐานให้ครบ จะต้องจ่ายราคาเพิ่มอีกสิบเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น ความยากในการฝึกวิชานี้สูงกว่าวิชาบำเพ็ญเซียนทั่วไปมาก แต่มีอยู่สองประการที่วิชาบำเพ็ญเซียนอื่นเทียบไม่ได้
ประการแรก ไม่จำเป็นต้องมีรากวิญญาณ รากวิญญาณธาตุเดียวหรือรากวิญญาณที่ข่มกันกลับเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญ
ประการที่สอง นี่คือวิชาที่ฝึกฝนทั้งชีวิตและชะตา ให้ความสำคัญกับทั้งร่างกายและระดับบำเพ็ญ ไม่มีจุดอ่อนเลย พลังต่อสู้เหนือกว่าผู้บำเพ็ญขั้นเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด
ที่จริงยังต้องเพิ่มประการที่สามเข้าไปด้วย
โรคระบาดที่เขาพลิกผันสามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็นโอสถชั้นเลิศได้โดยตรง เหมาะกับมหามรรคแก่นทองแทบจะสมบูรณ์แบบ ช่วยให้การบำเพ็ญได้ผลเป็นสองเท่าโดยใช้แรงเพียงครึ่งเดียว แทบทุกคนมีคุณสมบัติพื้นฐานสำหรับการบำเพ็ญ
บังเอิญยิ่งกว่านั้น ระดับบำเพ็ญของหยุนชีที่อยู่บนจุดสูงสุดของขั้นสร้างฐาน หากทะลวงไปถึงขั้นแก่นทอง เขาก็เพียงเติมเต็มความเข้าใจในเคล็ดวิชาให้ครบ ก็สามารถเปลี่ยนมาบำเพ็ญมหามรรคแก่นทองได้
ความบังเอิญทั้งหลายนี้ทำให้หยุนชีเกิดความสงสัยอย่างแรงกล้าขึ้นในใจ
พรสวรรค์เทพมารพลิกผันนี้...หรือว่าจะพลิกผันกาลเวลาได้จริง ๆ?
