โจวหลานครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วเห็นว่าทั้งสองคนพูดมีเหตุผล จึงรีบวิ่งปรู๊ดไปยังเรือนด้านหน้าเพื่อหยิบกระดาษกับปากกามา ทั้งสามก้มหัวเข้าหากัน ช่วยกันหารือข้อสัญญา
เขาว่ากันว่าคนโง่สามคนยังช่วยกันคิดจนฉลาดเหมือนขงเบ้งได้ ไม่นานนัก สัญญาเช่าบ้านที่ผสมผสานรูปแบบสมัยใหม่และเหมาะกับยุคนี้ก็เสร็จเรียบร้อย
เนื้อหาในสัญญามีใจความเพียงว่า ระหว่างที่โจวหลานเช่าบ้านอยู่ เธอมีสิทธิ์เช่าและสิทธิ์ซื้อก่อนผู้อื่น
ต่อไปไม่ว่าใคร หากโจวหลานไม่เห็นด้วย ก็ไม่มีทางไล่เธอออกไปได้
โชคดีที่ทำสัญญาแบบนี้ไว้ ไม่อย่างนั้นโจวหลานคงถูกไล่กลับไปอยู่เรือนด้านหน้าแล้วจริง ๆ
เซี่ยเนี่ยนอันยังแนะนำโจวหลานว่า “ถ้ามีเงิน ก็จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสัก 3 ปี จะได้ไม่ต้องยุ่งยากทีหลัง”
ดวงตาซูเถาเป็นประกาย เธอรู้ว่าเซี่ยเนี่ยนอันเป็นห่วงโจวหลาน จึงช่วยพูดเกลี้ยกล่อมอีกแรง
“ถ้าไม่มีเงิน ฉันให้เธอยืมได้นะ”
“ไม่ต้องหรอก ฉันยังมีเงินอยู่บ้าง ถ้าขาดเมื่อไรจะไปยืมเธอแน่นอน”
“ขอบคุณพวกเธอนะ”
น้ำตาหยดลงมาเงียบ ๆ โจวหลานรีบก้มหน้า ใช้เสื้อเช็ดอย่างแรง ก่อนถือสัญญาไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน
โจวหลานเพิ่งเซ็นสัญญาเสร็จ ก็ได้ยินเสียงคนจากเรือนด้านหน้ากลับมา ซูเถาพลันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ยังมีเรื่องสำคัญที่ไม่ได้จัดการ จึงรีบบอกลาเซี่ยเนี่ยนอัน คว้าตะกร้ามาสะพายแล้วแอบออกไปทางประตูหลัง
ซูเถาวิ่งไปถึงบ้านหัวหน้าหมู่บ้านก่อนกู้เว่ยตง เธอโค้งตัวหอบหายใจ มือยันประตูรั้วที่เปิดอ้าอยู่ รอจนหายใจคล่องขึ้นแล้วจึงหยิบเหล้าขาวที่ซื้อจากสหกรณ์ร้านค้าเมื่อเช้าออกมาจากมิติ คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบน้ำตาลนมมาอีกครึ่งชั่ง
