เมื่ออยู่ด้วยกันนานเข้า ซูเถาก็ค่อย ๆ พบว่าโจวหลานแค่พูดจาตรงไปตรงมา ไม่ใช่คนที่จะหยิบของคนอื่นตามใจชอบ
ตอนอยู่เรือนหลัง พอมีของอร่อยวางอยู่บนโต๊ะของเซี่ยเนี่ยนอัน หากเซี่ยเนี่ยนอันไม่ชวนกิน โจวหลานก็ไม่เคยหยิบของบนโต๊ะมากินเองเลย ทั้งที่พวกเธอสองคนกินข้าวด้วยกันเป็นประจำ
เธอเป็นคนรู้จักวางตัวมาก
ถึงจะยากจน แต่ก็มีหลักการของตัวเอง
เมื่อเทียบกับปัญญาชนหญิงไม่กี่คนที่กระวนกระวายแล้ว ปัญญาชนชายกลับไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลย กินข้าวเสร็จก็กลับไปพักผ่อน พวกเขาขนมูลสัตว์มาตลอดทั้งเช้า จนแทบรู้สึกว่าไหล่ไม่ใช่ของตัวเองแล้ว
ใครจะมีอารมณ์มาฟังสาว ๆ พวกนี้ทะเลาะกัน เรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเขาสักหน่อย
เผยซูเฉินเป็นคนเดียวในเรือนหน้าที่ไม่ต้องขนมูลสัตว์ กินเสร็จก็พาเหวินจิ้งไปหาผู้ใหญ่บ้าน
ก่อนทั้งคู่จะออกจากบ้าน ซูเถากับอีกสองคนก็กลับไปเรือนหลังแล้ว
ทั้งสามคาดเดากันอยู่ตั้งนาน ต่างคนต่างสงสัยใครบางคน แต่ไม่มีหลักฐาน จึงไม่มีใครรู้ว่าที่ตัวเองสงสัยนั้นถูกหรือเปล่า
ตอนออกไปทำงานช่วงบ่าย ซูเถาเห็นเหวินจิ้งเดินคอตกมาทำงานแต่ไกล ก็รู้แล้วว่าคงไม่ได้ผลอะไรเหมือนกัน
แม้แต่จางหย่าจือ นางรองในนิยาย ยังหาเงินคืนไม่เจอเลย สำหรับตัวร้ายจิตใจชั่วอย่างเธอ คงยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ซูเถอมองซ่งเสี่ยวอวิ๋นที่กำลังทำงานอยู่ไม่ไกลจากเหวินจิ้ง แววตาพลันหม่นลง
ถ้าอิงตามเนื้อเรื่องในนิยาย คนที่ขโมยของน่าจะเป็นหนึ่งในปัญญาชนรุ่นเก่า
เดิมทีเรือนพักปัญญาชนมีปัญญาชนหญิงอยู่หกคน พวกเธอสามคนย้ายไปอยู่เรือนหลัง จึงไม่มีโอกาสขโมยเงิน ส่วนจางหย่าจือก็ถูกพาตัวไปแล้ว ยิ่งไม่มีทางขโมยของได้
