หลิงชวนยิ้มน้อย ๆ ตบบ่าอีกฝ่าย “พี่อวี๋กล่าวเกินไปแล้ว! ทั้งเจ้าและข้าก็เป็นทหารต้าโจวเช่นกัน จะแบ่งแยกชายแดนตะวันออกกับชายแดนเหนือได้อย่างไร? ระหว่างทางกลับ พวกเราจะไม่อ้อมไปทางเมืองเปยซาแล้ว ต่อจากนี้ที่นี่ต้องพึ่งพาพี่อวี๋คอยพิทักษ์รักษาต่อไป!”
อวี๋หุยใจสั่นเล็กน้อย จับประเด็นสำคัญในคำพูดได้ทันที ไม่กลับทางเมืองเปยซา ก็หมายความว่าพวกเขาจะถอนกำลังทางทะเล
ทว่าเขาเข้าใจกฎระเบียบการทหารดี เรื่องลับบางอย่างไม่สะดวกถามมาก จึงเอ่ยรับปากอย่างหนักแน่นว่า “ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ตราบใดที่อวี๋หุยยังมีลมหายใจอยู่หนึ่งเฮือก ศัตรูอย่าได้คิดก้าวเท้าเข้าเมืองเปยซาแม้แต่ก้าวเดียว!”
หลิงชวนยิ้มสงบ “วางใจเถิด! หากไม่มีเหตุผิดคาด หลายสิบปีนับจากนี้ เมืองเปยซาคงไม่มีศึกสงครามอีกแล้ว!”
“ท่านแม่ทัพ กำลังรบของกองทัพแพ็กเจนั้นธรรมดาสามัญก็จริง แต่พวกท่านย่อมไม่ชินทั้งถิ่นและผู้คน อย่าได้ประมาทเด็ดขาด!” อวี๋หุยเตือนด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความหวังดี
“พี่อวี๋โปรดวางใจ หลายวันก่อนข้าได้ส่งหน่วยสอดแนมไปพันนายเพื่อสอดแนมเส้นทางแล้ว!” หลิงชวนกล่าวพลางยิ้ม
ได้ยินดังนั้น ในที่สุดอวี๋หุยก็โล่งอก พลางลุกขึ้นกล่าวลา
อวี๋หุยเพิ่งก้าวเท้าออกไป จางผั่วหลู่ก็เดินเข้ามาหาทันที
ยามนี้สีหน้าตื่นเต้นราวกับเพิ่งออกจากนครเทวะครั้งแรกของเขาหายไปแล้ว หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและซับซ้อน
หลินชวนมองใบหน้าซีดเซียวของอีกฝ่าย ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “มีธุระอะไรกับข้าหรือ?”
จางผั่วหลู่ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ท่านแม่ทัพ ข้า… ข้านอนไม่หลับ!” นิ้วมือของเขาบิดชายเสื้อผ้าอย่างไม่รู้ตัว แม่ทัพหนุ่มผู้กล้าหาญชาญชัยในสนามรบ ณ บัดนี้กลับดูราวเด็กหนุ่มผู้หลงทาง
