หลิงชวนมิทันสังเกตว่าเสียงตนแผ่วเบากว่าเคย “เช่นนั้นหรือ? เช่นนั้น… ก็ขอแสดงความยินดีกับเจ้า!”
ฮูหยินหวังได้ฟัง แววตาพลันไหววูบ จ้องมองเขานิ่ง “คำพูดนี้ของท่านแม่ทัพ มาจากใจจริงหรือ?”
หลิงชวนเบือนหน้าหลบสายตานาง มิได้ตอบ
ฮูหยินหวังมองใบหน้าด้านข้างของเขา จู่ ๆ ก็หัวเราะแผ่วเบา ในเสียงหัวเราะนั้นฟังไม่ออกว่าเป็นความยินดีหรือรันทด
“ฟ้ามืดค่ำลงแล้ว หากแม่ทัพไม่มีธุระอันใด เชิญกลับได้แล้ว!” นางหันหลังให้ ไม่มองเขาอีก
หลิงชวนยืนนิ่งอยู่กับที่ อยากกล่าวสิ่งใด แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ในที่สุดก็เพียงประสานมือคารวะ แล้วหมุนตัวจากไป
ออกจากหอเฟิงเสวี่ย สายลมราตรีพัดผ่าน หลิงชวนพลันรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก หันกลับไปมอง แสงเทียนในหอชั้นบนยังอบอุ่นดังเดิม แต่ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นขณะนี้มีสีหน้าเช่นไร
กลับถึงจวนแม่ทัพใหญ่ หลิงชวนเล่าสถานการณ์ให้ซูหลีฟังคร่าว ๆ เมื่อรู้ว่าแม่ทัพใหญ่เรียกนางกลับเมืองมังกรเหิน ซูหลีก็เพียงรู้สึกเสียดาย หาได้คิดมากไม่
หลิงชวนมิได้เอ่ยถึงบทสนทนาเมื่อครู่ แม้ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่า นั่นคือการหยั่งเชิง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาของตน
ต่อมา หลิงชวนจึงไปพบนักพรตไร้นาม เสิ่นชีซุ่ย และหลวงจีนน้อยอี้ฉาน
ทั้งสามผู้นี้หลังจากปราบกบฏหล่งโจวราบคาบแล้ว ก็ติดตามหลิงชวนมาอวิ๋นโจว
นักพรตไร้นามมาอวิ๋นโจวเพื่อพบกับอวิ๋นซูหลาน สำหรับอัจฉริยะบัณฑิตขงจื๊อที่ร่อนเร่พเนจรในยุทธภพมาครึ่งชีวิตผู้นี้ นักพรตไร้นามก็เลื่อมใสศรัทธามาช้านาน
ช่วงนี้ทั้งสองมักจิบชาเล่นหมากล้อม สื่อสารกันโดยไร้เสียง
ส่วนเสิ่นชีซุ่ยกับหลวงจีนน้อยอี้ฉาน เดิมคิดจะไปเที่ยวทุ่งหญ้านอกด่าน เพราะหลายปีมานี้ชนเผ่าทุ่งหญ้ามีผู้แข็งแกร่งด้านวรยุทธ์ปรากฏตัวไม่น้อย พวกเขาอยากไปประลองฝีมือ
