หลิงชวนฟังแล้วก็พยักหน้าเล็กน้อย อันที่จริงกลุ่มอำนาจระดับล่างเช่นนี้มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงของแคว้น มีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกันไป จะเรียกว่าเป็นพรรคพวกก็มิสู้จะเรียกว่าเป็นหนทางอันขมขื่นที่ชาวบ้านสามัญต้องจำใจเกาะกลุ่มกันเพื่อเอาตัวรอดจะเหมาะกว่า
จากนั้น หลัวเจิงก็กล่าวต่อว่า “ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี พรรคเล็กกระจ้อยร่อยที่ไม่มีใครเหลียวแลครานั้นกลับกลายเป็นสิ่งมโหฬาร สมาชิกของมันทวีขึ้นจนมีจำนวนนับแสน กระจายตัวอยู่แทบทุกวงการ ตระกูลใหญ่ผู้มั่งคั่งในท้องที่เกินครึ่งล้วนมีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับสมาคมสามมังกร ในจำนวนนั้นบางส่วนถึงขั้นเป็นสมาชิกแกนกลางเสียด้วย”
“ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด พวกมันก็ตั้งตนเป็นสมาคมสามมังกร ภายในสมาคมลำดับชั้นเข้มงวดยิ่ง อิทธิพลใหญ่หลวงมโหฬารถึงขั้นที่ทางการยังต้องหวาดหวั่น เมื่อกาลเวลาผ่านไป ทางการท้องถิ่นตลอดจนแม่ทัพนายกองในกองทัพก็คบคิดกับสมาคมสามมังกร อำนวยความสะดวกให้พวกมัน”
“ใต้เท้าหลัวเห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสมาคมสามมังกรหรือไม่” หลิงชวนถาม
หลัวเจิงส่ายหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพียงแต่หลังจากอ๋องจิ้งปราชัย สมาคมสามมังกรก็เคลื่อนไหวคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้ตอนอ๋องเซียวยังอยู่ พวกมันยังสงบเสงี่ยม บัดนี้อ๋องเซียวปราชัย อีกทั้งขุนนางแถบเจียงไห่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง อยู่ในช่วงที่อำนาจควบคุมอ่อนแอที่สุด มีความเป็นไปได้สูงที่พวกมันจะฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย!”
หลิงชวนพยักหน้า แล้วถามอีกว่า “ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาอื่นอีกหรือไม่”
