มารดาบุตรแห่งตระกูลอู๋ทั้งสองดวงตาแดงก่ำบวมราวผลท้อ ทว่ายังคงฝืนสังขารอันอ่อนล้ายืนสง่าต้อนรับแขกอยู่หน้าแท่นบูชาวิญญาณ
แสงเทียนสั่นไหวท่ามกลางลมรัตติกาล ทอดเงาร่างอิดโรยของพวกนางยาวเหยียด หญิงตระกูลอู๋ยกผ้าเช็ดหน้าชุ่มน้ำตามาเช็ดหางตาแดงก่ำเป็นระยะ ทว่ายังคงไว้ซึ่งกิริยาสง่างาม ค้อมกายตอบคารวะชาวบ้านทุกผู้ที่มาร่วมไว้อาลัย
ฉินอวี่ที่ยังเยาว์วัยง่วงจนโงนเงน ศีรษะน้อยผงกคล้ายจะสัปหงก หากยังดึงดันเกาะชายเสื้อมารดาแน่น ไม่ยอมจากไป
หลิงชวนเห็นภาพนั้น ในใจพลันห่อเหี่ยว
เขาเดินเข้าไปหาเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "พี่สะใภ้ พาเด็กไปพักก่อนเถิด"
อู๋ซือเพิ่งได้สติ ผ่อนคลายอ้อมแขนโอบฉินอวี่ที่ยืนแทบไม่ไหวเข้ามาแนบอก เอ่ยปลอบโยนพลางพาเขาเดินเข้าบ้านไป
ราวครึ่งชั่วยามต่อมา นางก็เดินกลับมายังแท่นบูชาแต่ผู้เดียว คุกเข่าลงข้างหีบศพอย่างเงียบงัน ในหัวผุดภาพเหตุการณ์ซึ่งแม้จะได้อยู่ร่วมกับสามีน้อยครั้งนักแต่กลับล้ำค่ายิ่งนัก
"พี่สะใภ้ คืนนี้ให้ข้ากับพี่น้องเฝ้าท่านแม่ทัพฉินอยู่ที่นี่ ท่านไปพักผ่อนสักหน่อยเถิด" หลิงชวนเอ่ยปลอบอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงความทนดูไม่ไหว
อู๋ซือส่ายศีรษะช้า ๆ แววตาแน่วแน่จับจ้องโลงศพ น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับบ่นกับตนเอง "ข้าเป็นภรรยาเอกของเขา คืนสุดท้ายนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็จะอยู่เป็นเพื่อนเขา" น้ำเสียงนางแผ่วเบา ทว่ากลับแฝงซึ่งความเด็ดเดี่ยวไม่สั่นคลอน ทำให้ทุกผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นล้วนซาบซึ้งตรึงใจ
ท่ามกลางบรรยากาศสงบเคร่งขรึม จู่ ๆ หลิงชวนก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารรางเลือนรางหนึ่ง ราวกับอสรพิษร้ายคลืบคลานในความมืด
