“ดูท่าจะไร้หนทางอื่นแล้ว จำต้องบุกตีเมืองโดยด่วน!” หลิงชวนถอนหายใจเบา ๆ น้ำเสียงแฝงความจนใจ หากก็เปี่ยมด้วยปณิธานเด็ดเดี่ยวซึ่งมิอาจตั้งข้อกังขา
ต่อมา หลิงชวนจึงเอ่ยสั่งเสียงหนักแน่นว่า “แจ้งแก่ทุกกองร้อย ยามวิกาลจงเพิ่มการลาดตระเวนและตั้งมั่นระแวดระวัง ข้าคาดว่า พวกกบฏมีทีท่าว่าจะฉวยโอกาสยามค่ำมาบุกปล้นค่ายเรา!”
ฟังคำนี้ สีหน้าแม่ทัพนายกองทั้งหลายล้วนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แม้มิทราบว่าเหตุใดหลิงชวนจึงคาดการณ์เช่นนี้ ทว่าก็มิอาจประมาท ต่างพากันคารวะรับคำสั่ง พลางเพิ่มความระวังตนอย่างลับ ๆ
ยามซวี (19.00 - 21.00 น.) เพิ่งผ่าน ความมืดยามราตรีค่อย ๆ แผ่ปกคลุม
ประตูเมืองฉินโจวด้านทิศตะวันออกถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ กองทหารม้าเบากองหนึ่งฉวยโอกาสยามค่ำเคลื่อนออกจากนคร พุ่งตรงสู่ค่ายกองทัพฝ่ายเหนือนอกเมืองอย่างไร้สุ้มเสียง
กองกำลังนี้มีราวสามพันนาย เคลื่อนไหวรวดเร็ว กระบวนเป็นระเบียบ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นกองกำลังหัวกะทิที่ผ่านการฝึกฝนมาช้านาน กำลังรบนั้น แข็งแกร่งยิ่งกว่ากบฏซึ่งกรีฑาทัพมาตีด่านซีลู่และด่านทีกวั่งก่อนหน้านี้หลายส่วน
ผู้นำทัพมีรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา ดวงตาดุดันอำมหิต ผู้นี้ก็คือเฟิงเหลียว ขุนศึกโหดเหี้ยมใต้บังคับบัญชาของโจวเลี่ย นำดาบมั่วเตา (ดาบด้ามยาว) มาในมือ ภายใต้แสงจันทร์ ตัวดาบทอประกายเยือกเย็นน่าหวั่นเกรง พลังคุกคามแผ่ซ่าน
ทหารม้าเบาสามพันนายนี้มิได้มุ่งตรงเข้าสู่ค่ายกองกำลังหลักของกองทัพฝ่ายเหนือ ทว่าอ้อมเลียบชายค่ายไปครึ่งรอบ ลอบมาถึงค่ายเสบียงและสัมภาระด้านหลังค่ายหลักอย่างเงียบงัน
เมื่อมองจากระยะไกล ค่ายเสบียงปรากฏแสงไฟประปราย พอเห็นทหารจำนวนน้อยลาดตระเวนยามรักษาการณ์ การป้องกันดูเสมือนหละหลวม
แววตาเฟิงเหลียวเปล่งประกายสังหารเข้มข้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา ออกคำสั่งเสียงต่ำ “บุกเข้าไปแล้ว จงจุดไฟเผาทำลายเสบียงพวกมันทันที ครั้นสำเร็จ รีบถอยกลับเข้าเมืองทางประตูเหนือ อย่าได้มัวรบยืดเยื้อ!”
