หลิงชวนเอ่ยปลอบโยนครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำเสียงเริ่มแหบแห้ง
ชาวบ้านจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แต่ยังคงห้อมล้อมไม่ยอมจากไป ต่างยื่นไข่ไก่ ธัญญาหาร รองเท้าผ้า และสิ่งของอื่น ๆ ที่นำติดตัวมาส่งให้ตรงหน้า ภาพเหตุการณ์ทั้งคึกคักและโกลาหล
ท่ามกลางเสียงผู้คนอื้ออึง จู่ ๆ หางตาของหลิงชวนก็กระตุกวาบ รู้สึกถึงอันตรายแหลมคมที่แฝงเร้นอย่างยิ่ง แทงมาเหมือนเข็มน้ำแข็ง แม้จะเพียงชั่วพริบตาก็จางหาย แต่กลับทำให้สันหลังของเขาเย็นยะเยือก
แทบจะในเวลาเดียวกัน เนี่ยซิงหานก็เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เขาอย่างไร้สุ้มเสียง มือขวาดึงลูกธนูทะลวงเกราะออกจากกระบอกธนูและขึ้นพาดสายอย่างรวดเร็ว
แมลงวันและเสิ่นเจวี๋ยต่างกำด้ามกระบี่เงียบกริบ ขนาบซ้ายขวายืนคุ้มกันหลิงชวนไว้ตรงกลาง สายตาคมกริบกวาดมองฝูงชนที่เคลื่อนไหวปั่นป่วน
ชาวบ้านหาได้รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ ไม่ ยังคงหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์ซาบซึ้งและอำลา
หลิงชวนเก็บงำสัญญาณเตือนภัยในใจ อดทนประสานมือคารวะอำลาชาวบ้านต่อไปอย่างใจเย็น ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะโน้มน้าวให้ฝูงชนค่อย ๆ สลายตัวไปได้
หลังชาวบ้านเดินห่างออกไป ถนนกลับมาเวิ้งว้าง เนี่ยซิงหานจึงลดเสียงต่ำเอ่ยว่า “เมื่อครู่มีนักฆ่าปะปนในฝูงชน!”
หลิงชวนพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าหนักอึ้ง “ข้าก็รู้สึกได้ ดูออกหรือไม่ว่าหน้าตาเป็นเช่นไร?”
“ไม่เห็น!” เนี่ยซิงหานส่ายหน้า แววตาเย็นชา “ผู้นี้เชี่ยวชาญการซ่อนเร้นอย่างยิ่ง และระมัดระวังผิดปกติ เขาคงรู้ว่าเราตื่นตัวแล้ว จึงไม่กล้าลงมือ หลบหนีไปในทันที!”
ยามเฉิน ตะวันแรกทอแสง ในที่สุดหลิงชวนก็จัดแถวทหารพร้อมออกเดินทาง สวี่จือไป๋นำเหล่านายทหารรอส่งอยู่ที่หน้าประตูตะวันออกแล้วก่อนหน้านี้
