เพียงแต่ ไม่ว่าสกุลเยี่ยแห่งชิงโจวหรือสกุลหวังแห่งหลางหย่า หลังจากร่ำรวยขึ้นมาก็ตระหนักว่า ไม่ว่าจะเป็นกวีอักษรหรือการค้าขาย หากต้องการให้ตระกูลรุ่งเรืองยืนยาว ล้วนเป็นเพียงพื้นฐานอันตื้นเขิน ดังนั้นจึงเริ่มฝึกฝนบุตรหลานของตระกูลให้เข้าสู่เส้นทางราชการ
บัดนี้ทั้งสามตระกูลไม่ใช่แค่จำกัดขอบเขตอยู่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป แต่เจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นราชการ การค้า หรือแม้แต่การทหาร ล้วนมีอิทธิพลมากพอสมควร
สกุลหลี่มีต้นกำเนิดจากหล่งซี หากสืบย้อนไปถึงราชวงศ์ก่อน สกุลหลี่ยังอยู่ในลำดับท้ายสุดในสามตระกูลนี้ ทว่าบรรพชนสกุลหลี่มีสายตาหลักแหลม ในยุคคราวบ้านเมืองระส่ำระสายปลายราชวงศ์ก่อน ได้เลือกสนับสนุนตระกูลโจว
และในที่สุดตระกูลโจวก็ได้ครอบครองแผ่นดินด้วยแรงสนับสนุนอย่างถึงที่สุดของสกุลหลี่ หลังจากนั้นสกุลหลี่ยิ่งเติบใหญ่ขึ้นรวดเร็ว แซงหน้าสกุลเยี่ยและสกุลหวังขึ้นไปในพริบตา กลายเป็นสกุลใหญ่ชั้นแนวหน้าของใต้หล้า
สามร้อยปีมานี้ สกุลหลี่มีขุนนางใหญ่ที่ถือกำเนิดขึ้นมามากมายสุดคณานับ ดังเช่นในยามนี้ ถึงแม้เจ้าบ้านหลี่เฉิงหวงจะถอนตัวจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีไปแล้ว แต่บุตรชายคนโตหลี่จิ้นอันกลับกุมอำนาจกรมขุนนางซึ่งเป็นหัวหน้าหกกระทรวง บุตรชายคนรองหลี่จิ้นเฉิ่งกุมตราผนึกแม่ทัพทัพภาคใต้ บุตรสาวหลี่เฟิ่งอี๋เล่าก็สูงศักดิ์ถึงขั้นเป็นฮองเฮา
ถามเถิดว่าใต้หล้านี้ ผู้ใดจักเทียบชั้นตระกูลหลี่ได้?
พูดได้อย่างไม่เกินจริง ไม่ว่าจะยุคนี้หรือครั้งก่อนๆ อำนาจของตระกูลหลี่ ต่อให้ใช้คำว่าแผ่คลุมทั้งราชสำนักก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
