เสวี่ยเว่ยจ้องเขาอยู่สองวินาที จากนั้นก็คลายมือแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
เธอหันหลังให้เขา ใช้หลังมือเช็ดน้ำตา เช็ดอยู่หลายครั้งก็ไม่หมด แถมยังทำให้ใบหน้าเลอะเทอะกว่าเดิม
“เอ่อ... อย่าคิดมากนะ” เสียงของเธอยังแหบเล็กน้อย “ฉันแค่ดีใจเกินไป ไม่มีความหมายอื่นหรอก”
ซูหลินไม่พูดอะไร
เสวี่ยเว่ยสูดหายใจลึก แล้วหันกลับมามองเขา
เธอเช็ดใบหน้าไปแล้ว แต่น้ำตายังคงไหลออกมาไม่หยุด สุดท้ายจึงเลิกเช็ดเสียเลย
“หิวหรือเปล่า ฉันไปหาอะไรให้กินนะ” ซูหลินชะงักไปครู่หนึ่ง
เสวี่ยเว่ยหันหลังเดินออกไปแล้ว แต่พอถึงหน้าประตูก็หยุด หันกลับมามองเขา “โจ๊กหรือบะหมี่?”
ซูหลินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “บะหมี่”
“ได้”
เธอออกไปแล้ว
ซูหลินยืนอยู่กับที่ ก้มมองรอยเปียกบนหน้าอกของตัวเอง จากนั้นก็ยื่นมือไปแตะ ยังอุ่นอยู่เล็กน้อย
ซูหลินนั่งอยู่ริมเตียง เสวี่ยเว่ยยกชามบะหมี่เดินเข้ามา
ชามใบใหญ่มาก บะหมี่ก็เยอะ น้ำซุปสีขาว ด้านบนมีเนื้อสองสามชิ้นกับต้นหอมลอยอยู่
เธอวางชามลงบนโต๊ะ แล้วยื่นตะเกียบให้เขาคู่หนึ่ง “กินสิ”
ซูหลินรับตะเกียบมา ก้มหน้ากินไปคำหนึ่ง เส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปกลมกล่อม เนื้อตุ๋นจนนุ่มละลายในปาก เขากินไปสองสามคำแล้วเงยหน้ามองเธอ เสวี่ยเว่ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มือทั้งสองรองคาง มองเขากิน เธอไม่ร้องไห้แล้ว ดวงตายังคงแดงก่ำ แต่ริมฝีปากมีรอยยิ้ม
“อร่อยไหม?” เธอถาม
“อืม”
“แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าหญิงอย่างฉันลงมือทำเองเลยนะ” เธอเชิดคางขึ้น แต่ไม่นานก็ลดลง
“ถึงจะ... เป็นฝีมือคนครัวก็เถอะ ฉันแค่รับหน้าที่ยกมาให้เท่านั้น”
