ทุกคนพากันเข้าไปดู
ตรงปากขวดน้ำส้มสายชูหมักเก่ามีขนสีเขียวขึ้นเต็มไปหมด พอเทออกมา ในน้ำส้มสายชูที่หมักไว้นานก็เห็นกลุ่มเชื้อราสีเขียวเป็นปุยลอยอยู่เป็นก้อน ๆ ชัดเจนว่าเสียแล้ว
เฉินอวี้หลานจ้องเขาเขม็ง
“เครื่องปรุงใต้แผงเป็นของเพื่อนคุณ ไม่เกี่ยวกับคุณก็จริง แล้วของบนแผงล่ะ อย่างน้อยก็ต้องเป็นของคุณเองใช่ไหม? คุณเอาของแบบนี้มาหลอกเด็ก ๆ ที่ไร้เดียงสาพวกนี้ได้ยังไง?!”
เธอกลัวว่าเจ้าของแผงจะโมโหจนทำลายหลักฐาน จึงยื่นน้ำส้มสายชูหมักที่เหลืออยู่ครึ่งขวดให้ชายแซ่เซี่ยงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
คราวนี้เจ้าของแผงหมดคำพูดไปโดยสิ้นเชิง
แต่เฉินอวี้หลานรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ควรจบลงแค่นี้ เธอเอ่ยขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่นว่า “วันนี้เรื่องเริ่มต้นจากฉันก็จริง แต่ข่าวลือเช่นนี้จะปล่อยปละละเลยไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้”
“เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงอันดีงามของพวกคุณต้องมัวหมอง ฉันจะแจ้งตำรวจ”
“คนคนนี้ใส่ร้ายและปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับฉัน เขาควรได้รับผลจากการกระทำ ฉันยินดีให้ความร่วมมือในการสอบสวนทุกอย่าง”
ชายแซ่เซี่ยงชะงักไป
ตลอดเวลาที่ทำงานมา เขาเจอคนที่ชอบไกล่เกลี่ยให้เรื่องจบ ๆ ไป คนที่ดีแต่พูด และคนที่สาดโคลนใส่กันมามากมาย
แต่การมีคนช่วยปกป้องชื่อเสียงให้เขา นี่เป็นครั้งแรก
ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนี้ยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาอีกด้วย ถ้าไม่มีคุณป้าท่านนี้ เขาอาจยืนอยู่ตรงนี้อย่างปลอดภัยไม่ได้ หรืออาจไม่มีโอกาสได้เห็นลูกของตัวเองลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ
