เจิ้งซือหยวนชะงักไปครู่หนึ่ง “ไม่ได้ให้ไป”
ปลายสายเงียบไปเกือบสองนาที ก่อนฟางหรูจะเอ่ยขึ้น “แล้วเรื่องบ้านล่ะ ยังพอมีทางแก้ไขไหม”
ได้ยินฟางหรูถามเช่นนั้น เจิ้งซือหยวนก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ แต่เขาก็ยังข่มอารมณ์เอาไว้
“รั่วเอี้ยน บ้านยกให้เฉินอวี้หลานไปหมดแล้ว ตอนนี้ในมือฉันเหลือแค่บ้านเก่าที่ชนบท ตอนนี้พ่อแม่ฉันอยู่ที่นั่น”
“รอให้ธุรกิจของเราประสบความสำเร็จก่อน ฉันก็ไม่ได้ขาดเงินแค่นี้ ยกให้เธอไปก็แล้วกัน”
อีกฟากของสาย ฟางหรูกลอกตาแรง ๆ แต่ตอนพูดยังคงใช้น้ำเสียงอ่อนหวานชวนฟัง
“ใช่แล้วค่ะพี่เจิ้ง ธุรกิจของเราจะมีบ้านหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าบ้านอยู่ในมือพี่ วงเงินกู้ที่เราขอได้ก็เริ่มต้นที่ห้าแสน”
“ถ้าไม่มีบ้านพวกนี้ แล้วพี่ไม่มีทรัพย์สินจริง ๆ อยู่ในชื่อ ฉันจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้พี่ดีแค่ไหน อย่างมากก็กู้ได้แค่หนึ่งแสน”
“พี่รู้ไหมว่าการเอาเงินห้าแสนกับหนึ่งแสนไปลงทุนในแพลตฟอร์มนั้นต่างกันแค่ไหน ต่างกันตั้งสี่แสนเลยนะ เงินปันผลต่างกันปีละสี่แสน สิบปีก็ห่างกันถึงสี่ล้าน!”
“ฉันก็แค่อยากให้พี่หาเงินได้มากขึ้นนี่คะ!”
ตอนนี้ในหัวของเจิ้งซือหยวนมีแต่ภาพแผ่นหลังอันเด็ดเดี่ยวของเฉินอวี้หลาน หลังเดินออกจากสำนักงานจดทะเบียน เขาไม่มีใจฟังเลยว่าฟางหรูพูดอะไรบ้าง
“ไม่เป็นไรหรอก เงินแค่นี้เอง พอเงินปันผลออกมา เราก็เอาไปลงทุนต่อทั้งหมด ถ้าตอนนั้นยังไม่พอ ที่ดินสี่แปลงที่บ้านเก่าก็มีมูลค่าหลายล้านอยู่แล้ว”
ปลายสายเงียบไปอีกนาน
“พี่เจิ้ง เรื่องเวนคืนที่ดินตอนนี้ก็แค่มีข่าวออกมา ยังไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า ต่อให้ข่าวเป็นจริง กว่าที่นโยบายจะนำมาปฏิบัติจริงก็ต้องใช้เวลาสิบหรือยี่สิบปี เงินไม่มีทางถึงมือพี่เร็ว ๆ นี้หรอก”
“...ไม่อย่างนั้นพี่ลองกลับไปคุยกับพี่อวี้หลานอีกครั้งดีไหม ขอบ้านคืนมาสักสองหลัง”
เจิ้งซือหยวนนอนไม่หลับมาทั้งคืน แถมอารมณ์ก็ไม่ดี พอเห็นฟางหรูยังคะยั้นคะยอไม่เลิก เขาก็ยิ่งเหนื่อยใจ
