คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันชั่วขณะ
จากนั้นก็ใช้นิ้วปัดหน้าจอเบา ๆ แล้วกดวางสายทันที
แต่เพิ่งวางสายไปได้สายเดียว สายถัดไปก็โทรเข้ามาทันที
เธอใช้ตะเกียบคนหม้อเบา ๆ อีกแปดนาทีต่อมา บะหมี่ก็สุกพร้อมตักขึ้น น้ำร้อนถูกเทลงในชามที่ปรุงเครื่องปรุงไว้แล้ว กลิ่นหอมของน้ำมันหมูก็ฟุ้งขึ้นมาทันที
เฉินอวี้หลานวางชามบะหมี่ลงบนโต๊ะอาหารในห้องรับแขก ค่อย ๆ กินทีละคำอย่างไม่รีบร้อน
เมื่อกินบะหมี่หมดชามแล้ว เธอถึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง
สายจากพ่อแม่สามีโทรเข้ามาราวกับจะทวงชีวิต สลับกันโทรมามากกว่าสามสิบสายแล้ว
เธอเปิดลำโพงแล้ววางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ ส่วนตัวเองหยิบผ้าเช็ดโต๊ะมาเช็ดตรงนั้นทีตรงนี้ที ค่อย ๆ เก็บโต๊ะอย่างใจเย็น
“เฉินอวี้หลาน อยากตายหรือไง ทำไมถึงเพิ่งรับสายเอาป่านนี้ ถ้าพวกฉันสองคนเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ ด้วยความเร็วในการรับสายของแก ต่อให้ตัวแข็งไปแล้วก็คงไม่มีใครรู้”
เฉินอวี้หลานตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “ถ้าตัวแข็งแล้วก็เอาไปเผาสิ ฉันไม่ใช่หมอ โทรหาฉันแล้วจะมีประโยชน์อะไร ฉันรักษาโรคให้คุณได้หรือทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้ล่ะ”
พออีกฝ่ายได้ยินคำพูดของเฉินอวี้หลาน ก็ยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม
“พูดแบบนี้ได้ยังไง แกอยากให้พวกฉันตายเต็มแก่แล้วใช่ไหม! เจิ้งซือหยวน ลูกชายฉันอยู่ไหน เรียกเขามารับสาย!”
เฉินอวี้หลานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา น้ำเสียงร่าเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ขอแจ้งให้พวกคุณทราบอย่างเป็นทางการว่า ฉันกับเจิ้งซือหยวนหย่ากันแล้ว ต่อให้ตอนนี้เขาตายอยู่ข้างนอก ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอีก พวกคุณโทรผิดคนแล้ว”
