ไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านเว่ยก็มาถึง เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า “หลิ่วซื่อเยว่ เจ้ากับตระกูลลู่ตัดขาดกันแล้ว เหตุใดยังมาหาเรื่องถึงที่ ก่อกวนทุบตีผู้คนอีกเล่า”
“ผู้ใหญ่บ้าน ตอนนั้นตกลงกันไว้แล้วว่าข้ากับตระกูลลู่ไม่มีข้อผูกพันใดต่อกัน ต่างฝ่ายต่างไม่มายุ่งเกี่ยวรบกวนกันอีก แต่หลิวผอจื่อทำอะไรลงไปบ้าง ผู้ใหญ่บ้านคงจะทราบดี”
ผู้ใหญ่บ้านมองไปทางหลิวผอจื่อ “ผู้ใหญ่บ้าน ข้าอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ไปไหนเลย”
“ตัวเจ้าไม่ได้ไป แต่ปากของเจ้ามันไปแล้ว
เจ้าเที่ยวบอกชาวบ้านไปทั่วว่าข้าคบชู้ โกงเงินพวกเจ้า ลูกที่เกิดเป็นลูกชู้ นี่ใช่คำพูดของเจ้าหรือไม่
เจ้ารู้หรือไม่ว่าคำพูดพวกนี้ช่างอาฆาตร้ายกาจเพียงใด เจ้าจะทำลายชื่อเสียงของข้า บีบบังคับให้ข้าตาย ลูกของข้าในภายหน้าก็จะถูกผู้อื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม บัดนี้ในหมู่บ้านสกุลหลิ่วข่าวลือแพร่สะพัด ชาวบ้านมายืนด่าข้าหน้าประตูบ้านอารองของข้า ให้ข้าไสหัวไปจากหมู่บ้านสกุลหลิ่ว ข้าไม่เหลือทางรอดแล้ว เหตุใดจะต้องเหลือทางรอดให้ผู้อื่นอีก งั้นก็ตายไปด้วยกันเสีย!”
ผู้ใหญ่บ้านเว่ยได้ยินภรรยาเล่าเรื่องนี้ แต่ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายรุนแรงถึงเพียงนี้ ชาวบ้านตอนแรกก็พากันประณามหลิ่วซื่อเยว่ว่าหน้าด้าน มาที่ตระกูลลู่หาเรื่องไร้สาระ พอได้ฟังคำบอกเล่าของนาง กลับเกิดความเห็นใจขึ้นบ้าง ด้วยเป็นสตรีเหมือนกัน ย่อมรู้ดีว่าชื่อเสียงนั้นสำคัญต่อสตรียิ่งนักเพียงใด
หลิวผอจื่อรู้สึกผิดจนใจคอไม่ดี สตรีในหมู่บ้านเอ่ยว่า “พวกเราก็เชื่อคำของหลิวผอจื่อทั้งนั้น จึงได้พากันนินทาลับหลัง นางนั่นแหละที่บอกว่าหลิ่วซื่อเยว่แอบมีชายอื่น ลูกชายนางต้องการรักษาหน้าไว้ จึงไม่อยากให้เรื่องเอิกเกริก พวกเราไม่ได้จงใจเล่นงานซื่อเยว่เลย”
“หลิวผอจื่อ เจ้าก็มีชีวิตอยู่มาหลายสิบปีแล้ว เหตุใดจึงยอมให้ลูกชายตัวเองสวมเขาได้ เจ้านี่ช่างเก่งนัก
