หลิ่วซื่อเยว่เห็นเจ้าของร้านถือกระจกเงาอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางเหม่อลอย ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนว่า "ไม่ทราบว่าเจ้าของร้านเห็นว่ากระจกเงานี้เป็นอย่างไรบ้าง มีค่าควรแก่การซื้อหรือไม่"
เจ้าของร้านได้สติ กลับมามองกระจกเงาอีกครา "ไม่ทราบว่ากระจกเงานี้พ่อหนุ่มได้มาจากที่ใด ยังมีอีกหรือไม่"
หลิ่วซื่อเยว่ถือโอกาสที่เจ้าของร้านไม่ทันระวังแย่งกระจกเงามาจากมือเขาในพริบตาเดียว พลางกล่าวยิ้มๆ ว่า "กระจกเงานี้ย่อมเป็นของข้าเอง เจ้าของร้านได้ชมแล้ว หากสนใจจะซื้อก็จงเสนอราคามา หากไม่สนใจ ข้าก็ขอตัวลาไปก่อน"
เจ้าของร้านกวาดตามองหลิ่วซื่อเยว่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้ง ในแววตาเต็มไปด้วยการคำนวณผลได้ผลเสีย "ข้าขอเสนอราคาสิบตำลึง ไม่ทราบว่าพ่อหนุ่มเห็นเป็นเช่นไร"
"ดูท่าเจ้าของร้านคงไม่จริงใจที่จะซื้อขายครั้งนี้ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันให้มากความ ข้าขอลา"
หลิ่วซื่อเยว่หันหลังจะเดินจากไป เสี่ยวเอ้อก้าวเท้าเข้าไปขวางทางนาง หลิ่วซื่อเยว่หันกลับมามองเจ้าของร้าน "ไม่ทราบว่าเจ้าของร้านหมายความว่าอย่างไร"
"ไม่มีอะไรหมายความ หากพ่อหนุ่มเห็นว่าราคาต่ำเกินไป เจ้าสามารถเสนอราคามาได้ ให้ข้าพิจารณาดู"
หลิ่วซื่อเยว่เองก็ไม่รู้ว่ากระจกเงานี้ควรมีมูลค่ามากน้อยเพียงใด แต่ทราบแน่ว่ามันต้องไม่ใช่แค่สิบตำลึง หรือร้อยตำลึงที่จะซื้อได้ นางจึงกล่าวว่า "เจ้าของร้านไม่จำเป็นต้องกล่าวเช่นนี้ กระจกเงานี้มีมูลค่าเท่าใด เจ้าย่อมรู้ดีกว่าข้า การที่เจ้าเสนอราคาสิบตำลึงออกมา ชัดเจนว่าหมายจะเห็นข้าเป็นคนโง่เขลา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าตัดสินใจไม่ขายกระจกเงานี้แล้ว"
"ห้าสิบตำลึง เป็นราคาสูงสุดที่ข้าขอเสนอ"
"โทษที กระจกเงานี้ข้าไม่ขาย"
เจ้าของร้านเดินเข้ามาข้างกายนาง พลางกล่าวเย้ยหยันว่า "จะขายหรือไม่ขายนั้น ใช่ว่าจะแล้วแต่เจ้า"
