วันรุ่งขึ้น หลิ่วซื่อเยว่ตื่นมาก็คืนห้องพักโรงเตี๊ยมทันที แล้วออกไปเดินบนถนนเพื่อดูเรื่องครึกโครม
นางซื้อซาลาเปาสองลูกกินระหว่างทาง เมื่อกินหมดก็เดินมาถึงย่านจูชุ่ยเก๋อ เห็นหน้าประตูมีผู้คนมุงดูอยู่มากมาย เจ้าของร้านและเสี่ยวเอ้อกำลังสบถพลางใช้น้ำขัดถู “ไอ้ชาติชั่วตัวไหนทำไว้ รีบออกมา มิเช่นนั้นพวกเราจะไปแจ้งทางการ ถึงตอนนั้นอย่ามาร้องขอให้พวกเราไกล่เกลี่ยเลย เมื่อถึงเวลานั้นนายท่านของพวกเราจะให้ท่านเจ้าเมืองตัดสินให้พวกเจ้าทั้งครอบครัวติดคุกและเนรเทศ”
ยิ่งพวกเขาด่าดัง ผู้คนที่มาดูก็ยิ่งหัวเราะดังขึ้น ทำให้พวกเขายิ่งเดือดดาล จึงให้เสี่ยวเอ้อในร้านเริ่มไล่ต้อนชาวบ้านที่มุงดู
ชาวบ้านที่มุงดูพากันกระซิบว่า “ดูสิ เวรกรรมตามสนองแล้ว นี่แหละปลายทางของพ่อค้าใจดำ ต่อไปพวกเราควรทำอย่างไรก็รู้กันแล้ว กลับไปบอกคนในครอบครัวด้วย อย่ามาซื้อเครื่องประดับที่จูชุ่ยเก๋อเด็ดขาด”
จูชุ่ยเก๋อซวยแล้ว ผู้ที่ยินดีที่สุดย่อมเป็นจินอวี้โหลว การเหยียบย่ำคู่แข่งก็คือการเชิดชูตนเอง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จินอวี้โหลวจะค้าขายรุ่งเรือง ทรัพย์สินไหลมาเทมา ส่วนจูชุ่ยเก๋อกลับเงียบเหงาจนไม่มีใครเข้าร้าน
จินอวี้โหลวฉวยโอกาสจากกระแสข่าวนี้ จัดกิจกรรมดึงดูดให้ผู้คนเข้าร้านมาเลือกซื้อ ผู้ที่ไม่คิดจะซื้อแต่อยากดูเรื่องครึกโครมก็อาจซื้อบ้างเล็กน้อย
คนของจูชุ่ยเก๋อแทบเดือดเป็นไฟ ตัวอักษรบนกำแพงและบานประตูนี้ไม่ว่าจะถูอย่างไร ล้างอย่างไรก็ลบไม่ออก “เจ้าของร้านขอรับ ท่านดูสิว่าจะทำอย่างไร ตัวอักษรนี้ลบก็ไม่ออก ล้างก็ไม่ออก”
“หยุดกิจการสามวัน ไปหาช่างไม้มาเปลี่ยนบานประตู ส่วนกำแพงให้ไปหาช่างปูนมา ฉาบปูนขาวทับอีกชั้น” เสี่ยวเอ้อของร้านรีบไปจัดการทันที
