เมิ่งยวนเอ่ยต่อว่า “ความตายของน้องชายจนถึงบัดนี้ยังไม่ได้รับการชำระแค้น บัดนี้สามีภรรยาสกุลซ่งกลับถึงเมืองหลวงแล้ว จะให้ซ่งหลินเหยาได้ลิ้มรสการสูญเสียญาติสนิทบ้างดีหรือไม่”
เมื่อถูกเอ่ยถึงบุตรชายที่ตายไป สีหน้าของไท่ซือเมิ่งพลันมืดมน ความแค้นค่อย ๆ ไต่ขึ้นบนใบหน้า
ความแค้นจากการสูญเสียบุตร ตระกูลเมิ่งไม่เคยวางลงแม้แต่วันเดียว เพียงแต่ซ่งหลินเหยาอยู่ในตำหนักของฮองเฮา ตระกูลเมิ่งจึงลงมือไม่ได้ ต่อให้นางอยู่นอกวัง สตรีที่มีวรยุทธ์เช่นนางก็หาใช่ผู้ที่จัดการได้ง่าย
อีกทั้งเวลานั้นยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากนางเกิดเรื่องใดขึ้นมา ผู้คนย่อมสงสัยตระกูลเมิ่งเป็นอันดับแรก ด้วยความผูกพันที่ฮองเฮาและองค์รัชทายาทมีต่อนาง ทั้งสองย่อมสืบสาวจนรู้ความจริง โดยเฉพาะเมื่อมีคำ “ข่มขู่” ของเซียยิ้นเฉินอยู่ ตระกูลเมิ่งจึงไม่กล้าผลีผลามลงมือ
แม้แต่บุตรีคนอื่นของตระกูลซ่งก็เช่นกัน
ใช่ว่าตระกูลเมิ่งไม่เคยคิดจะให้พี่น้องของนางชดใช้ แต่ซ่งหลินเหยาลงมือสังหารเมิ่งเจ๋อก็เพื่อระบายความแค้นให้พี่น้องในบ้าน หากบุตรีสกุลซงคนใดเกิดเรื่องขึ้นอีก สตรีผู้นี้ต้องก่อคลื่นลมขึ้นมาอีกแน่ ผลที่ตามมาย่อมยุ่งยากกว่าการสังหารนางโดยตรงเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลเมิ่งจึงยังไม่ได้ลงมือโดยง่ายจนถึงบัดนี้
“เรื่องที่ซ่งจงถิงถูกสั่งห้ามออกจากบ้าน มีเรื่องหนึ่งที่ข้าสงสัย” ไท่ซือเมิ่งกล่าว
“ผู้ต้องโทษกลับเมืองหลวงแล้วถูกสั่งห้ามออกจากบ้านไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เขากลับได้รับการยกเว้นจากการคุมขังในคุก ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษเช่นนี้ ย่อมต้องมีผู้คอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง”
“นักโทษตายอย่างมีเงื่อนงำก็เป็นที่จับตามองอยู่แล้ว หากเบื้องหลังเขายังมีผู้มีอำนาจคอยหนุนหลัง เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา พอสืบสาวกันไปเกรงว่าจะพัวพันถึงเรื่องราวอีกมากมาย”
“ผู้มีอำนาจหรือ” เมิ่งยวนหัวเราะเยาะ “นอกจากเลี่ยงเสี่ยงแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก เขาดูแลสำนักตุลาการสูงสุดอยู่แล้วนี่”
