เมื่อเห็นจื่อเยียนมองตนด้วยแววตาคาดหวัง รอคอยคำตอบ แม้ในใจจะขัดข้องกับการแต่งงานครั้งนี้ แต่เหยียนฮวนก็รู้ดีว่าน้องสาวกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร จึงไม่กล้าปฏิเสธข้อเสนอของจื่อเยียนตรง ๆ
“ถึงข้าจะไม่ชอบคนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเมิ่ง แต่เวินฉีเยว่แต่งกับหยุนเกอก็ยังดีกว่าแต่งกับสือเยี่ยน มิฉะนั้นคงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้สายเลือดตระกูลเมิ่งเกินไป”
“ข้าจะกลับไปปรึกษาเลี่ยงเสี่ยง อีกทั้งต้องคุยกับเวินเหยียนด้วย อย่างไรเสียตอนนี้สาวใช้ปรนนิบัติก็ตั้งครรภ์แล้ว สถานการณ์ย่อมไม่เหมือนก่อน อีกฝ่ายอาจไม่ยินดีผูกสัมพันธ์เป็นเครือญาติแล้วก็ได้”
“ไม่ต้องหรอก พี่สาวคนที่สอง” หลินเหยารีบเอ่ย “พี่สาวคนที่สามก็แค่พูดไปอย่างนั้น พี่ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ”
เหยียนฮวนหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “จะเป็นไรไป เลือกทายาทตระกูลเมิ่งมาเป็นสะใภ้ ข้าก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร ต่อไปหากนางไม่เชื่อฟัง ข้าจะได้ใช้ฐานะแม่สามีสั่งสอนนางเสียเลย”
หลินเหยารู้ว่าพี่สาวคนที่สองกำลังปลอบใจตน จึงกำลังจะพูดต่อ ทว่าเหยียนฮวนกลับอ้างว่ามีธุระและขอตัวลาไปเสียก่อน
เหยียนฮวนมาเร็วไปเร็ว หลินเหยาจึงรู้สึกไม่สบายใจ
“พี่สาวคนที่สามนี่จริง ๆ เลย พวกเราไม่ชอบสายเลือดตระกูลเมิ่ง แล้วพี่สาวคนที่สองจะชอบได้อย่างไร เจ้าไม่เห็นต้องพูดเช่นนั้นเลย”
จื่อเยียนเบ้ปาก “ข้าก็แค่เสนอความเห็น หากพี่สาวคนที่สองไม่ยินดีก็ไม่เป็นไร”
“เจ้ายังไม่รู้จักพี่สาวคนที่สองอีกหรือ นางทั้งมีน้ำใจและชอบช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อพวกเรานางยอมเสี่ยงชีวิตได้ นับประสาอะไรกับการรับสะใภ้เข้าบ้าน เมื่อครู่นางฝืนยิ้มตอบรับชัด ๆ”
จื่อเยียนไม่พูดอะไรอีก ก้มหน้าจิบชาเงียบ ๆ
————
เมื่อเจียงอวิ๋นชิงลืมตาขึ้น ดวงอาทิตย์ก็ลอยสูงจนสายแล้ว เขาพบว่าตนกำลังนอนอยู่ในห้องรับรองของหอหวั่นหยุน
เมื่อคืนดื่มไปไม่น้อย จนไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะกลับบ้าน ชายหนุ่มยกมือคลึงศีรษะที่มึนงง ก่อนหันไปมองด้านข้าง แล้วก็พบใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยอยู่ตรงหน้า
