“หลายวันมานี้ กระหม่อมหญิงมักนึกถึงสายตาที่ท่านองค์ชายมองกระหม่อมหญิงยามทราบฐานะของกระหม่อมหญิงอยู่เสมอ”
หญิงสาวมีสีหน้าเศร้าหมอง ระลึกความหลังพลางพึมพำเสียงเบา “ตกตะลึง รังเกียจ ดูแคลน...สายตาเช่นนั้นยังคงวูบไหวอยู่ตรงหน้ากระหม่อมหญิงไม่จางหาย”
“ไม่ผิด” เวินฉีเยว่สบตาอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย “สายตานั้นทิ่มแทงกระหม่อมหญิง”
สือเยี่ยนหลุบตาลง หลบสายตาอีกฝ่าย “ตอนนั้นข้าเพียงประหลาดใจเท่านั้น”
“กระหม่อมหญิงรู้ว่าท่านองค์ชายมองกระหม่อมหญิงอย่างไร ตระกูลฝ่ายมารดาของกระหม่อมหญิงก่อกรรมชั่วช้าร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นยังเคยทำร้ายตระกูลของฮองเฮา ท่านองค์ชายจะมีอคติต่อกระหม่อมหญิงก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล”
อีกฝ่ายเปิดอกตรงไปตรงมาเช่นนี้ กลับทำให้สือเยี่ยนไม่รู้จะวางตัวอย่างไรอยู่บ้าง
เวินฉีเยว่หัวเราะเยาะตนเอง “แท้จริงแล้วมิใช่แค่ท่านองค์ชาย แม้แต่คนในบ้านก็ยังมองกระหม่อมหญิงกับมารดาไม่ดี ถูกผู้คนมองด้วยสายตาดูแคลนเป็นเรื่องปกติ พูดไปแล้วกระหม่อมหญิงก็ควรชินเสียที”
สตรีตรงหน้ามีท่วงท่าสูงศักดิ์ ทั้งยังมีนิสัยเอาแต่ใจ หากมิได้ตระกูลทะนุถนอมเลี้ยงดู ไหนเลยจะมีอุปนิสัยเช่นนี้ สือเยี่ยนอดรู้สึกเคลือบแคลงไม่ได้
“มารดาของเจ้าเป็นลูกสะใภ้ของอั่นกั๋วกง เจ้าเป็นหลานสาวแท้โดยชอบธรรมของอั่นกั๋วกง หรือยังจะ...”
เวินฉีเยว่ส่ายหน้า ยิ้มอย่างจนใจ “ท่านองค์ชายช่างไร้เดียงสานัก มารดาของกระหม่อมหญิงเป็นบุตรีตระกูลเมิ่ง เป็นธิดาข้าราชการผู้ผิด สะใภ้ที่มีชาติกำเนิดเช่นนี้ ตระกูลสามีจะให้ความสำคัญได้อย่างไร คงมีแต่รังเกียจว่านางทำให้เกียรติยศตระกูลมัวหมองไม่ทันเสียด้วยซ้ำ กระหม่อมหญิงเป็นบุตรีของมารดา ในโลกนี้มีมารดาได้บุตรก็ยิ่งรุ่งเรือง แต่ก็มีบุตรได้เกียรติเพราะมารดา สืบสายเลือดเดียวกัน รุ่งเรืองหรือเสื่อมถอยก็ร่วมกัน”
“แล้วบิดาของเจ้าล่ะ? เขาก็ละเลยเจ้าและมารดาด้วยหรือ”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ สีหน้าของเวินฉีเยว่พลันโศกเศร้า “บิดามีใจให้มารดาเพียงน้อยนิด นับแต่กระหม่อมหญิงจำความได้ก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด”
