หากปล่อยให้สตรีผู้นี้เข้าตำหนักมา ฮูหยินเอกอย่างนางจะไม่ถูกอีกฝ่ายกดข่มเอาหรือ! ความขุ่นเคืองอัดแน่นสานปนกันอยู่ในใจ
อันเสวี่ยย่อมไม่อยากให้สามีรับอนุชายาเข้าตำหนัก แต่ก็ไม่อาจทำลายชื่อเสียงภรรยาผู้เปี่ยมคุณธรรมของตนได้ ในใจจึงขัดแย้งว้าวุ่น ครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจลองหาทางขัดขวางก่อนเรื่องนี้จะได้ข้อสรุป มิฉะนั้นหากไม่ห้ามไว้ในตอนนี้ วันหน้าก็จะไม่มีโอกาสอีก ภายหน้าย่อมเกิดเภทภัยไม่รู้จบ
“ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋อง ต่อไปข้างกายก็จะมีหญิงงามเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว”
เห็นชัดว่าเป็นถ้อยคำอวยพร ทว่าดวงตาคู่งามชุ่มฉ่ำของผู้พูดกลับแดงเรื่อ ราวกับได้รับความอยุติธรรมนับหมื่นพัน แต่ไม่อาจแสดงออกมาได้
อ๋องหนิงหยุดฝีเท้า ถอนหายใจเบา ๆ แล้วยื่นมือเกลี่ยปอยผมบนหน้าผากให้นาง “เมื่อครู่พระมารดาก็มิได้ตรัสชัดเจนแล้วหรือ”
อันเสวี่ยหันกลับมา จ้องดวงตาสามีตรง ๆ “เช่นนั้นท่านอ๋องก็ทรงเห็นชอบแล้วหรือเพคะ”
น้ำเสียงตัดพ้อเจือคำตำหนิและแววตาเจ็บปวดอ่อนโยน ทำให้อ๋องหนิงรู้สึกผิดขึ้นมา
“เสวี่ย เรื่องในที่ประชุมเช้ามีบางอย่างที่เจ้าไม่เข้าใจ เปิ่นหวังจำเป็นต้อง... อย่างไรเสีย บางครั้งก็มีเรื่องที่เปิ่นหวังมิอาจเลือกได้ แต่เจ้าวางใจเถิด เปิ่นหวังจะไม่ผิดคำต่อเจ้า คิดเสียว่าในตำหนักมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคน เลี้ยงดูให้อยู่ดีกินดีเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร”
แปะ หยดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมา
อันเสวี่ยมีน้ำตาคลอเบ้า “ท่านอ๋อง เราสองคนเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่กี่เดือน ท่านก็จะรับคนใหม่เข้าตำหนักแล้ว ท่านอ๋องลืมความรู้สึกของเราสองคนไปแล้วหรือเพคะ ทำเช่นนี้แล้วจะให้เสวี่ย...”
อ๋องหนิงรีบเช็ดน้ำตาให้นาง “ก็แค่อนุชายาคนหนึ่งเท่านั้น เจ้ายังคงเป็นนายหญิงของตำหนักอ๋องหนิง เป็นภรรยาเพียงคนเดียวของเปิ่นหวัง ไม่มีผู้ใดมาแทนที่ตำแหน่งของเจ้าได้”
อันเสวี่ยสะอื้นไห้ ท่าทีอ่อนหวานชวนเวทนาสั่นไหวดุจบุปผาต้องลม ช่างน่าสงสารยิ่งนัก “ท่านอ๋อง เราสองคนกว่าจะฝ่าฟันมาด้วยกันจนถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะได้อยู่เคียงคู่กันอย่างยากเย็น ท่านอ๋องก็จะเปลี่ยนใจไปหาผู้อื่นเสียแล้ว แล้วจะให้เสวี่ยทำใจได้อย่างไร”
