“เป็นพระบรมราชโองการของเสด็จแม่ ให้ข้าเชิญหมอหลวงมารักษานาง ส่วนเครื่องบำรุงก็เป็นสิ่งที่เสด็จแม่ประทานให้ ข้าเพียงวิ่งธุระแทนเท่านั้น”
จืออี้กะพริบตาปริบ ๆ ที่แท้ตนก็เป็นฝ่ายหาเรื่องกลัดกลุ้มใส่ตัวเอง ทั้งยังอุตส่าห์เดินทางจากเมืองหลวงมาไกลโดยเฉพาะ
สือเยี่ยนถอนหายใจ ก่อนกุมมือนางไว้ “น้องสาวควรบอกข้าให้เร็วกว่านี้ ข้าจะได้ทบทวนความรู้สึกของพวกเราเสียใหม่”
จืออี้สะบัดมือออกอย่างขุ่นเคือง “ยังจะมาตำหนิข้าอีก แต่ก่อนพี่ชายมีคนในใจอยู่แล้ว แล้วจะให้ข้าพูดอย่างไรเล่า”
สือเยี่ยนหัวเราะอย่างเบิกบาน “ใช่ ๆ น้องสาวพูดถูก เป็นความผิดของข้าเองทั้งนั้น”
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนปล่อยวาง ไม่เคยชอบแย่งชิงสิ่งใดกับใคร ที่ผ่านมาก็เป็นข้าที่มองคนไม่ออก ทำให้น้องสาวต้องลำบากใจ”
เรื่องราวในอดีตกับเวินฉีเยว่ เริ่มต้นด้วยความหลงใหล และจบลงเมื่อได้เข้าใจกัน
เมื่อนึกถึงคำเกลี้ยกล่อมของบิดามารดาในอดีต สือเยี่ยนก็เยาะตนเอง “ท้ายที่สุดแล้ว ข้าก็ไม่ได้เฉลียวฉลาดปราดเปรื่องเช่นพระบิดา”
เมื่อเห็นบุรุษมีสีหน้าหม่นหมอง จืออี้ก็อดปลอบใจไม่ได้ “ฝ่าบาททรงเป็นอัจฉริยะโดยกำเนิด แต่พี่ชายเองก็ดีมากเช่นกัน”
เสียงของหญิงสาวอ่อนโยนแต่หนักแน่น “พี่ชายมีเมตตา ใจกว้าง รู้จักเห็นคุณค่าในความรักและหน้าที่ เป็นบุรุษที่ดีที่สุดในใต้หล้า”
หญิงสาวผู้นี้มีแต่เขาอยู่เต็มหัวใจ ไม่แย่งชิง ไม่แก่งแย่ง รักเขาอย่างลึกซึ้ง เอาแต่ปรารถนาให้เขามีความสุข ความคับข้องใจทั้งปวงล้วนเก็บไว้กับตัว นางรู้ความเสียจนทำให้เขาปวดใจ
“น้องสาวเองก็เป็นสตรีที่คู่ควรแก่การทะนุถนอมไปชั่วชีวิต”
สือเยี่ยนยิ้มอย่างอ่อนโยน “แม้ข้าจะไม่ได้สืบทอดความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องจากพระบิดา แต่ข้าก็ทำได้เช่นพระองค์ในเรื่องความรักอันลึกซึ้ง”
“ขออยู่เคียงข้างน้องสาวไปชั่วชีวิต หนึ่งคู่หนึ่งชีวิตจนวาระสุดท้าย”
ดวงตาของเขาเป็นประกาย จืออี้มองจนเผลอเคลิบเคลิ้ม
