เสียงข้างหูสะเทือนขึ้น หลินเหยาค่อย ๆ หุบยิ้มลง นึกว่าตนเองฟังผิดไป “เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
“อย่า... อย่าจากข้าไป ยุนซู”
มือที่กำชามยาแก้พิษเหล้าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มบนใบหน้าหลินเหยาเลือนหายไปสิ้น “เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ!”
“ข้า... ในใจข้าทุกข์ใจเหลือเกิน” ชายหนุ่มที่ยังสะลึมสะลือมีน้ำเอ่อคลอในดวงตา เปี่ยมด้วยความโศกเศร้า “ยุนซู เจ้า... รู้หรือไม่ว่าในใจข้าทุกข์ใจเพียงใด”
“เหตุใดถึงเป็น... พระบิดา?” น้ำเสียงแหบพร่าของชายหนุ่มเจือความน้อยใจและไม่ยินยอม “เจ้าปฏิเสธข้าก็ว่าไปอย่าง... แต่จะเลือกพระบิดาไม่ได้... แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด...”
หลินเหยาผุดลุกขึ้นยืน จ้องเขม็งไปยังคนบนเตียง ทว่าอีกฝ่ายยังคงพึมพำงึมงำไม่หยุด
“ข้าด้อยกว่าพระบิดาตรงไหน... ความจริงใจที่ข้ามีต่อเจ้า... สวรรค์เป็นพยานได้ แต่เจ้ากลับเลือกพระบิดา เหตุใด... เหตุใดต้องเป็นพระบิดาด้วย...”
โทสะพลันพุ่งขึ้นจรดศีรษะ หลินเหยาหอบหายใจถี่
เสียงดังกร๊อบ ชามในมือที่กำแน่นแตก น้ำซุปกับเศษชามร่วงกระจายลงพื้น
“ยุนซู อย่าไป...”
หลินเหยามองคนที่คว้าแขนตนไว้ ก่อนเงื้อแขนฟาดใส่ทันที!
เพียะ เพียะ! เสียงตบดังสนั่นสองครั้ง
ในที่สุดคนบนเตียงก็หยุดพูดเจื้อยแจ้ว ศีรษะเอียงพับ หมดสติไป
ภายในพระที่นั่งองค์หลัก มารดากับบุตรกำลังสนทนากันอยู่ พลันเห็นเด็กสาวพรวดพราดเข้ามา
เมื่อเห็นนางตัวสั่นด้วยความโกรธ สีพระพักตร์องค์รัชทายาทก็เปลี่ยนไป “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
……
องค์ชายเจ็ดรู้สึกตัวอีกทีก็เป็นยามบ่าย จะเรียกว่าฟื้นขึ้นมาเองก็ไม่ถูกนัก เพราะองค์รัชทายาทสั่งให้คนกรอกยาแก้พิษเหล้าใส่ปาก แล้วยังจับโยนลงอ่างอาบน้ำเพื่อบังคับให้ได้สติ
เมื่อไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปหมดแล้ว ฮองเฮากับองค์รัชทายาทก็จ้องชายหนุ่มที่ดูห่อเหี่ยวราวกับถูกน้ำค้างแข็งกัดด้วยสายตาเย็นชา
