เฉินอู่นิ่งไปครู่หนึ่ง มองถ้วยชาในมืออย่างงุนงง ไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไร” จื่อเยียนเปลี่ยนคำพูด “แบบไหนก็ได้”
เฉินอู่ยิ้มเจื่อน ๆ แล้วรินชาต่อ ก่อนประคองถ้วยด้วยสองมือส่งให้จื่อเยียนอย่างระมัดระวัง
เห็นนางรับถ้วยไปแต่ไม่ดื่ม เพียงวางไว้บนเตา เฉินอู่ก็เริ่มกระวนกระวาย “เจ้าไม่ชอบดื่มชานี้หรือ ไม่เช่นนั้นข้าจะไปขอยืมใบชาอย่างอื่นจากบ้านข้าง ๆ มาให้”
“ไม่ต้อง ชาที่ชงเสร็จแล้วต้องวางพักไว้สักครู่จึงจะดื่มได้”
เฉินอู่ฟังแล้วคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ “อ้อ อ้อ”
เขาเป็นเพียงคนหยาบกระด้าง ไม่รู้เรื่องสุนทรียะอันสูงส่งสักนิด จึงไปหยิบม้านั่งจากห้องด้านใน แล้วนั่งลงไม่ไกลจากจื่อเยียน
ดวงตาที่หลุบต่ำเห็นชายหนุ่มนั่งเก้อเขิน พลางถูมือไปมาไม่หยุด ไม่ต่างจากเขาในคืนนั้น จื่อเยียนค่อย ๆ หลับตาลง ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นพลันผุดขึ้นในห้วงคิดอีกครั้ง
หลังพายุอารมณ์ผ่านพ้น เสียงหอบหายใจจึงค่อย ๆ เงียบลง เสื้อผ้าบนพื้นกระจัดกระจาย เสียงสะอื้นของหญิงสาวดังขาดห้วงเป็นระยะ
นางพิงกำแพง มีเพียงเสื้อตัวนอกคลุมกาย ดวงตาแดงช้ำจากการร่ำไห้
เฉินอู่ประหนึ่งเด็กที่ทำผิด ยืนนิ่งไม่พูดสักคำ หลายครั้งที่ยื่นมือออกไปอย่างลังเล อยากช่วยเช็ดน้ำตาให้นาง ทว่าสุดท้ายก็หดมือกลับ
“ข้าชื่อเฉินอู่ เจ้าเคยรักษาบาดแผลให้ข้า” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างระมัดระวัง
นางพอจำชายผู้นี้ได้ เมื่อครู่เพียงเห็นรอยแผลเป็นบนอกของเขา ซึ่งทอดจากไหล่ซ้ายลงไปถึงท้องน้อยด้านขวา รวมถึงแผลลูกธนูตรงหัวไหล่ นางก็จำได้ทันที
เขาคือทหารที่บาดเจ็บสาหัสซึ่งนางพบในวันแรกที่ไปค่ายทหาร
“เจ้าเคยช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าคิดอยากขอบคุณเจ้ามาตลอด” เฉินอู่เกาศีรษะ ไม่รู้ว่าเพราะประหม่าหรืออย่างไร คำพูดจึงติดขัด
