แต่พอคิดทบทวนอีกที
ก็จริง แล้วจะมีอะไรให้พูดถึง สถานะของนางไม่อาจมีชื่อผูกพันได้ ต่อให้พี่ชายองค์รัชทายาทเอ่ยขึ้นมา แล้วจะพูดอะไรได้เล่า นอกจากทำให้ทั้งสองฝ่ายกระอักกระอ่วน
เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้ หลินเหยาก็รู้สึกว่าหากเอ่ยต่อไปคงน่าเบื่อ
“สีหน้าคุณหนูดูไม่ค่อยดี เมื่อคืนพักผ่อนไม่ดีหรือ”
ถ้อยคำที่ไม่คาดคิดทำให้ใจคนที่เพิ่งสงบลงเต้นกระตุก
เด็กสาวก้มหน้า ส่งเสียงอือเบา ๆ ในลำคอ
ถูกพลิกเรือนกายจนเหน็ดเหนื่อยไปกว่าครึ่งคืน ต่อให้ตีกันยังไม่เหนื่อยเพียงนี้
“หรือว่าออกไปเที่ยวจนเพลินอีกแล้ว คงไม่ได้กลับมาตอนฟ้าสางอีกกระมัง”
เซียยิ้นเฉินกล่าวพลางรับประทานอาหาร สายตาจดจ่ออยู่กับถ้วยชาม ไม่ทันสังเกตว่าหญิงสาวเบิกตากว้าง
หลินเหยาจ้องมองคนที่กำลังรับประทานอาหารอย่างเหม่อลอย
คิ้วตาของเขาเรียบเฉย ท่าทางผ่อนคลายเป็นปกติ ทั้งยังตักโจ๊กถ้วยหนึ่งวางไว้ตรงหน้านางด้วยตนเอง
“จะเที่ยวเล่นก็ต้องรู้จักเวลา อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นหญิงสาว ออกไปข้างนอกยามดึกไม่ปลอดภัย ต่อไปต้องระวังให้มาก”
ถ้อยคำและท่าทีที่เดิมทีแสดงความห่วงใย กลับทำให้ผู้ฟังราวกับตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง
เขาจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้!
ความกระดากอายเมื่อครู่หายวับไปทันที หลินเหยาทั้งประหลาดใจทั้งสับสน ขนมในมือถูกบีบจนเสียรูป
หรือว่าเมาสุราจนลืมไปแล้ว?
ไม่ใช่ นางรู้จักองค์รัชทายาทดี เขาคอแข็งนัก ยามดื่มสุราปกติก็ยังรู้จักยับยั้งตนเอง ไม่มีทางลืมเรื่องเมื่อคืนก่อนจนหมดสิ้นได้
แล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
สมองของหลินเหยาปั่นป่วน คิดทบทวนไปมา ขนมที่คลึงอยู่ในมือก็แหลกละเอียดร่วงลงพื้น
นางพยายามค้นหาคำตอบจากใบหน้าของเขา ทว่าสีหน้าบนใบหน้านั้นเรียบเฉย ไร้คลื่นอารมณ์แม้แต่น้อย
ผ่านไปเนิ่นนาน หลินเหยาจึงก้มหน้าลง ลอบถอนหายใจยาว
นางจำต้องยอมรับความจริงว่า เขาไม่อยากยอมรับ
เพราะกลัวว่าหากยอมรับแล้ว นางจะเรียกร้องสถานะจากเขา แต่เขาให้ไม่ได้หรือ?
