“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” เหยียนฮวนมองเขาอย่างงุนงง
นางหวังเพิ่งเดินออกมาจากห้องครัว พอได้ยินคำถามนั้นก็ทั้งขำทั้งจนใจ
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ วันคล้ายวันเกิดของนายท่าน ลูกเขยมาร่วมงานก็เป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ”
เหยียนฮวนพูดอึกอัก “ไม่ใช่...ข้า...”
“รีบไปอยู่เป็นเพื่อนลูกเขยในห้องเถิด” นางหวังเอ่ยพลางยิ้ม
เหยียนฮวนขยับเข้าไปใกล้เลี่ยงเสี่ยง ครั้นเห็นนางหวังกลับเข้าไปในห้องครัวแล้ว จึงค่อยลดเสียงถามว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
เห็นว่าในมือเขายังถือของขวัญมาด้วย นางจึงถามว่า “เจ้ารู้หรือว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของบิดาข้า”
เลี่ยงเสี่ยงทำหน้าขรึม “เหตุใดไม่บอกข้า”
“นี่เป็นงานเลี้ยงกันเองในครอบครัวข้านี่นา...”
เลี่ยงเสี่ยงหรี่ตาลง สีหน้าไม่พอใจอย่างยิ่ง
เหยียนฮวนรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร จึงกระซิบว่า “พวกเราก็แค่แกล้งทำมิใช่หรือ”
“ถึงจะแกล้งทำก็ต้องแสดงให้สมจริง” เลี่ยงเสี่ยงกล่าวจบก็ไม่สนใจนางอีก แล้วเดินเข้าไปในห้อง
จื่อเยียนเพิ่งเดินออกจากห้องครัว ก็เห็นคนที่กำลังเข้าห้อง นางนึกฉงนในใจ เขาบอกว่าจะไม่มาแล้วมิใช่หรือ
การมาของเลี่ยงเสี่ยงทำให้บรรยากาศในห้องกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง
“เดิมทีข้ามีราชการต้องจัดการ แต่ก็ไม่ควรให้การมาอวยพรวันเกิดท่านพ่อตาล่าช้า จัดการธุระเสร็จแล้วจึงรีบมาที่นี่”
“ลูกเขยมีน้ำใจแล้ว” ซ่งจงถิงเอ่ยอย่างยินดี
ใคร ๆ ก็กล่าวกันว่าขุนนางใหญ่สำนักตุลาการสูงสุดผู้นี้เย็นชาทั้งสีหน้าและจิตใจ แต่หลังจากได้พบกันสองครั้ง หนุ่มน้อยผู้นี้กลับมีมารยาท รู้จักกาลเทศะ วางตัวเหมาะสม อ่อนโยนและกตัญญู มิได้เป็นอย่างที่ผู้คนร่ำลือกัน
เซียงจื่อเหิงกับเลี่ยงเสี่ยงเคยพบหน้ากันมาก่อน ทั้งสองจึงทักทายกัน
หลังจากพูดคุยทักทายกันไม่กี่คำ มารดาแซ่มซ่งก็เดินมาดูในห้องครัว ครั้นเห็นเจียงอวิ๋นชิงกับเฉินอู่กำลังช่วยงานอยู่ด้านนอก ก็รีบเรียกให้วางมือจากงาน แล้วเข้าไปดื่มชาพูดคุยกันในห้อง
