หลินเหยาพยักหน้า ลุกขึ้นไปยังห้องครัวเพื่อชงชาให้พี่สาวทั้งสอง
จื่อเยียนพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงเอ่ยกับหวั่นรูว่า “น้องสี่ หลายปีมานี้ข้าคิดค้นยาบำรุงร่างกายให้เจ้าอยู่เสมอ บัดนี้ข้ามีตำรับยาดีอยู่สองตำรับ ไว้กลับไปแล้วข้าจะนำยามาให้เจ้า เจ้าลองอีกครั้งเถิด”
หวั่นรูมองพี่สาวด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณพี่สาวคนที่สามยิ่งนัก แต่ข้าคิดว่าคงไม่จำเป็นแล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น?” จื่อเยียนแปลกใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วเอ่ยอย่างยินดีว่า “น้องสาวหายาที่รักษาอาการได้แล้วหรือ? หายดีแล้วใช่หรือไม่?”
หวั่นรูยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่ใช่ ข้าเพียงรู้สึกว่าเรื่องเหล่านั้นไม่สำคัญแล้ว”
“ไม่สำคัญ? หมายความว่าอย่างไร?” จื่อเยียนไม่เข้าใจ “เจ้าไม่ได้กังวลเรื่องนี้มาตลอดหรอกหรือ?”
“นั่นเป็นเรื่องเมื่อก่อน”
หวั่นรูมองออกไปนอกหน้าต่าง “เมื่อก่อนข้าเป็นสตรีอ่อนแอที่ถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในห้องหอ เป็นสตรีที่ถูกกักขังอยู่ในเรือนหลัง สำหรับข้าแล้ว การสืบทอดวงศ์ตระกูลเป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง ข้าจึงเสียใจที่ตนเองมีบุตรไม่ได้ และกังวลกับเรื่องนี้มาตลอด”
“แต่ว่า...”
หวั่นรูหันกลับมา ยิ้มอย่างปลอดโปร่ง “หลายปีมานี้ข้าออกท่องเที่ยวไปทั่ว ไปมาหลายแห่ง พบเจอผู้คนมากมาย จู่ ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาว่าฟ้าดินนั้นกว้างใหญ่เพียงใด ส่วนตัวข้านั้นช่างเล็กจ้อย ทุกชีวิตล้วนมีความทุกข์ ผู้ที่ทุกข์ยิ่งกว่าข้ามีอยู่มากมาย การมีบุตรไม่ได้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
“สตรีที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้มีหลายสถานะ เป็นบุตรี เป็นภรรยา เป็นมารดา ข้าเพียงสูญเสียไปหนึ่งสถานะเท่านั้น จะมัวเศร้าหมองเสียเวลาชีวิตไปกับเรื่องนี้ ย่อมไม่สมควร กล่าวอีกอย่างคือ ต่อให้มีบุตรธิดาเต็มบ้าน ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุข”
