“ข้าเคยบอกว่าจะให้บุตรแก่เจ้า เพียงแต่ช่วงตั้งครรภ์ซวงซวงอารมณ์ไม่มั่นคง ข้ารับปากว่าจะอยู่เป็นเพื่อนนางตลอดช่วงที่นางตั้งครรภ์ ไม่แตะต้องสตรีใดทั้งสิ้น รอให้นางคลอดแล้ว ข้าจะทำตามสัญญา ให้บุตรแก่เจ้า”
“ซวงซวงเป็นคนน่าสงสาร อ่อนแอบอบบางและไร้เล่ห์เหลี่ยม นางไม่คิดแย่งชิงสิ่งใดกับเจ้า ทั้งยังสู้เจ้าไม่ได้ หวังว่าเจ้าจะเมตตาให้นางมีที่พำนัก ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข”
มุมปากจืออี้ยกยิ้มเยาะหยัน
ก็ว่าแล้วเชียว บุรุษจะสำนึกผิดได้รวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร พูดไปพูดมาก็ยังเป็นเพราะสตรีในดวงใจของเขา ถึงได้ยอมอ่อนข้อให้นาง
เรื่องเหล่านี้ยิ่งทำให้จืออี้มั่นใจในการคาดเดาของตน
“ในเมื่อเป็นผู้ที่ท่านรักและทะนุถนอม หากท่านมีบุตรกับสตรีอื่น นางจะไม่เสียใจหรือ”
หลู่ยวนโจวครุ่นคิดถึงถ้อยคำนี้ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“สตรีที่ท่านพึงใจกลับมาแล้ว ท่านชายก็มีทายาทสืบสกุลแล้ว ต่อไปท่านกับแม่นางชวงชวงก็ใช้ชีวิตด้วยกันให้ดีเถิด หม่อมฉันอยู่ที่นี่ก็มีแต่จะขวางหูขวางตา จากไปเสียย่อมดีกว่า”
หลู่ยวนโจวได้ยินดังนั้นก็พลันสีหน้าเคร่งขรึม คล้ายแค่นเสียงเย็นชา แววตาที่เพิ่งเผยความอ่อนโยนออกมาเล็กน้อยกลับคืนสู่ความเย็นชาอีกครั้ง
“เมื่อกลางวันเจ้าใจกว้างยอมรับซวงซวง ข้าคิดว่าเจ้าเป็นภรรยาผู้มีคุณธรรม ทั้งยังรู้สึกผิดต่อการกระทำของตนเอง”
ชายหนุ่มกล่าวเย้ยหยัน “ดูท่าข้าจะประเมินเจ้าสูงเกินไป ท่าทีเมื่อกลางวันล้วนแสดงให้คนนอกดูเท่านั้น ในใจเจ้ายังคงขุ่นเคืองอยู่ดี”
จืออี้ฟังแล้วก็ไม่โกรธ เพียงยิ้มบางอย่างสงบนิ่ง “ท่านเข้าใจผิดแล้ว”
“หม่อมฉันมองออกว่าท่านกับแม่นางชวงชวงต่างก็มีใจให้กัน หม่อมฉันมิใช่คนแย่งชิงคนรักของผู้อื่น การอยู่ตรงกลางระหว่างพวกท่าน หม่อมฉันเองก็ไม่เป็นสุข สามคนต่างทุกข์ใจ แล้วจะมีประโยชน์อันใด อีกทั้งที่ท่านแต่งกับหม่อมฉันก็เป็นความประสงค์ของมารดาท่าน ท่านเองก็ถูกบังคับใช่หรือไม่”
