คืนเข้าหอถูกตบไปฉาดหนึ่ง หลู่ยวนโจวก็รู้แล้วว่าภรรยาผู้นี้มีอารมณ์อยู่บ้าง เดิมทีเขาคิดว่าจืออี้คงไม่พอใจเรื่องนี้แน่ ชายหนุ่มเตรียมคำพูดโต้กลับไว้เต็มอกแล้ว ทว่าท่าทีของอีกฝ่ายในยามนี้กลับทำให้เขาพูดไม่ออกสักคำ
หลู่ยวนโจวเป็นเช่นนี้ ฉู่ซวงซวงก็ใช่จะต่างกัน
นางช่วงชิงคืนเข้าหอของสตรีตรงหน้าไป ทั้งยังตั้งครรภ์อีกด้วย เรื่องเช่นนี้ภรรยาคนหนึ่งจะทนได้อย่างไร
นางคิดว่าภรรยาเอกผู้นี้ต้องริษยา ต้องเดือดดาล ต้องคลุ้มคลั่ง และขัดขวางไม่ให้นางเข้าประตูจวนโดยไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น
แม้การทำเช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคแก่นาง แต่มิใช่เป็นการเผยให้เห็นความริษยาและความป่าเถื่อนของภรรยาเอกหรอกหรือ
ฉู่ซวงซวงเตรียมใจไว้แล้วว่าจะคุกเข่าลงอ้อนวอน ขอให้อีกฝ่ายเห็นแก่เด็กในท้องและยอมรับนาง อย่าปล่อยให้บุตรหลานตระกูลลู่ต้องเร่ร่อนอยู่นอกจวน นางจะบอกว่าตนมีฐานะต่ำต้อย ไม่คิดแย่งชิงสิ่งใดจากภรรยาเอก
หากอีกฝ่ายยังยืนกรานไม่ยอม นางก็จะทำทีเป็นรู้ความ “เกลี้ยกล่อม” หลู่ยวนโจวว่าอย่าทำให้นางลำบากใจ อย่าให้เรื่องของนางกระทบความสัมพันธ์ของสามีภรรยา นางยินดีจากไปเอง
ทว่าความน่าสงสารที่เตรียมไว้กับหัวเข่าที่ทำท่าจะอ่อนยวบ กลับถูกตีกลับทั้งหมดต่อหน้าภรรยาเอกผู้สง่างามและใจกว้างผู้นี้
ชายหญิงทั้งสองยืนงงงัน พูดไม่ออก
“จืออี้ช่างมีคุณธรรมจริง ๆ!”
ฮูหยินอิวเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ นางมองจืออี้ด้วยแววตาชื่นชมเต็มเปี่ยม
“ภรรยาที่ดีเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนี้เอง ตระกูลเรามีวาสนาเพียงใดจึงได้เจ้าเป็นสะใภ้”
ครั้นหันไปมองบุตรชาย แววตาของนางก็เย็นชาลง “ในเมื่อจืออี้เห็นด้วยแล้ว ก็ถือว่าเป็นโชคของเจ้า ต่อไปจงปฏิบัติต่อภรรยาให้ดี นางต่างหากคือคนที่เจ้าควรทะนุถนอมไปชั่วชีวิต”
จากนั้นนางก็เหลือบมองฉู่ซวงซวง “ส่วนเจ้าก็เช่นกัน ต่อไปต้องเคารพภรรยาเอกและปรนนิบัตินางให้ดี”
