ท่าทีขลาดเขลาของนางยิ่งทำให้อ๋องยู่หงุดหงิดใจ
เห็นสีหน้าสามีแย่ลงทุกที จื่อจินก็ลนลานจนไม่รู้จะวางมือวางเท้าไว้ตรงไหน น้ำตาคลออยู่ในดวงตา
หลินเหยารีบช่วยไกล่เกลี่ย บอกว่าไม่เป็นไรแล้ว อย่าเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ อ๋องยู่กับภรรยาจึงถวายพระพรแด่ฝ่าบาทกับฮองเฮาต่อไป
เมื่อกลับถึงที่นั่ง จื่อจินก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นอีกเลย เพียงสามีข้างกายขยับตัวเล็กน้อย นางก็สะดุ้งราวนกตกใจเกาทัณฑ์ กลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายตำหนิซ้ำ
ด้านนอกเริ่มจุดพลุและประทัด ดอกไม้ไฟเต็มท้องฟ้าส่องสว่างไปทั่วราตรี ทำให้พระราชวังที่สว่างไสวด้วยแสงโคมอยู่แล้วงดงามเจิดจรัสยิ่งขึ้น
เมื่อฝ่าบาทกับฮองเฮาทรงอนุญาต ทุกคนก็เดินออกจากตำหนักไปยืนชมดอกไม้ไฟหลากสีหน้าหอสูงอย่างเพลิดเพลิน
อ๋องยู่ยังคงนั่งดื่มสุราอยู่เพียงลำพังที่โต๊ะงานเลี้ยง เมื่อเห็นคนส่วนใหญ่พากันออกไปด้านนอก หลินเหยาจึงลุกขึ้นเดินไปหาเขา
“เมื่อครู่เจ้าเป็นอะไรไป จื่อจินก็ไม่ได้ตั้งใจ เจ้าตำหนินางต่อหน้าผู้คนเช่นนั้น เคยคิดถึงเกียรติของภรรยาบ้างหรือไม่”
อ๋องยู่ฟังแล้วไม่ใส่ใจ ยังคงดื่มสุราต่อไป
“ภรรยากับสามีชีวิตเป็นอันหนึ่ง ร่วมทุกข์ร่วมสุข เจ้าเหยียบย่ำเกียรตินางต่อหน้าผู้คน แล้วตัวเจ้าจะได้หน้าอะไร เจ้านึกว่าตนเองดูน่าเกรงขาม ที่จริงกลับทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะเท่านั้น”
อ๋องยู่ยังคงทำหูทวนลม ดื่มสุราต่ออย่างไม่รับฟังคำสั่งสอน
หลินเหยาถูกท่าทีไม่ใส่ใจของเขายั่วโทสะ จึงฉวยถ้วยสุราออกจากมือ “เจ้าอายุเท่าไรแล้ว เหตุใดจึงไม่รู้จักสุขุมเสียบ้าง!”
อ๋องยู่แค่นหัวเราะ ก่อนเอนกายพิงเก้าอี้อย่างไม่แยแส ท่าทางเหลาะแหละยิ่งนัก
หลินเหยาขัดใจ “ดูสภาพเจ้าตอนนี้สิ ยังรู้จักกฎระเบียบบ้างหรือไม่!”
