“อืม” ไป๋หรันตอบอย่างซื่อตรง
“ใช่ นึกออกแล้ว” นางสื่อหลิวตบต้นขาฉาด “ฝ่ายเจ้าสาวภายหลังได้แต่งเข้าตระกูลพ่อค้าที่มีฐานะมั่งคั่ง”
นางสื่อหลิวมองชายหนุ่มตรงหน้า พลางเอ่ยอย่างเสียดาย “ตระกูลไป๋เป็นครอบครัวสุจริตดีงาม เพียงแต่ฐานะ...”
ฐานะยากจนไปสักหน่อย ถ้อยคำนี้นางสื่อหลิวไม่กล้าเอ่ยออกมาตรง ๆ ทว่าทุกคนล้วนฟังออก เพียงเห็นเสื้อผ้าของบัณฑิตหนุ่มที่ยังมีรอยปะอยู่ก็รู้แล้ว
“เจ้าไม่กลัวข้าหรือ ข้าเคยฆ่าคนมาแล้วนะ” หลินเหยาเชิดหน้าอกตั้งไหล่ “ยามโมโหขึ้นมาข้าน่ากลัวมาก!”
ไป๋หรันก้มหน้า ยิ้มเขินอายแล้วส่ายศีรษะ “ข้าไม่กลัว ขอเพียงเจ้าอย่าตีข้าก็พอ”
ท่าทางว่าง่ายราวเด็กดีของเขาทำให้แม้แต่ชิงอินยังอดยกมือปิดปากหัวเราะมิได้
เห็นหลินเหยายิ้มจนดวงตาโค้ง นางสื่อหลิวก็ยินดีตามไปด้วย “ดี ดีจริง ๆ ดูเถิด คนเราต่างก็มีรสนิยมเป็นของตนเอง”
หลินเหยาประคองคางด้วยสองมือ “ข้าไม่กลัวลำบากหรือเหน็ดเหนื่อย ขอเพียงอย่าให้ต้องถูกข่มเหงก็พอ นิสัยข้าไม่ค่อยดีนัก ไม่ว่าเรื่องใดก็ต้องให้ข้าเป็นคนตัดสินใจ เจ้าไหวหรือไม่”
ไป๋หรันพยักหน้า “ไหว”
“บัณฑิตมิใช่ชอบสตรีงามอ่อนหวานกันหรือ เหตุใดเจ้าจึงสนใจสตรีอย่างข้าที่จับดาบถือทวน”
พอพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของไป๋หรันก็หม่นหมองลง “เจ้าอยากฟังความจริงหรือ”
“ใช่สิ”
“เดิมทีบิดาข้าทำงานให้กรมเมือง ตอนขุดคลองถูกกระแสน้ำพัดหายไป พอพบตัวก็สิ้นใจแล้ว แต่หลังเกิดเหตุ กรมเมืองกลับไม่ยอมชดเชยแม้แต่แดงเดียว”
มารดาของไป๋หรันเป็นเพียงสตรีสามัญ ส่วนตัวเขาก็เป็นบัณฑิตที่ไร้เรี่ยวแรง ครอบครัวล้วนเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่อาจเรียกร้องความเป็นธรรมได้ นับแต่บิดาจากไป แม่ม่ายกับลูกกำพร้าก็ถูกผู้อื่นรังแกอยู่เสมอ
“มารดาอาศัยซักผ้าและเย็บปักถักร้อยเลี้ยงชีพ ส่วนข้านอกจากอ่านหนังสือแล้ว ก็รับจ้างคัดลอกงานเขียนเพื่อหารายได้เป็นค่าการลงมือขัดเกลาบทร้อยกรองให้ผู้อื่น ข้าจึงคิดว่า หากภรรยาในอนาคตเป็นสตรีใจเด็ดและเก่งกาจ คอยดูแลจัดการเรื่องในบ้าน ขอเพียงนางทำถูกต้อง ข้าก็ยินดีฟังนางทุกอย่าง”
