คำพูดหลุดออกไป เหยียนฮวนเองก็รู้สึกว่าตนถามไปโดยไม่จำเป็น
มานานพอสมควรแล้ว ทั้งที่มาตรงเวลาอาหารแท้ ๆ แต่ในร้านกลับมีลูกค้าอยู่ไม่กี่คน ช่างซบเซายิ่งนัก
ชิงอินยิ้มขื่น “เพิ่งเริ่มต้น ทุกอย่างยังไม่ราบรื่นนัก อีกทั้งข้าก็ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้”
แต่ก่อนนางเป็นสตรีที่อยู่แต่ในเรือนชั้นใน ประตูใหญ่ไม่ออก ประตูเล็กไม่ย่างกราย จะเคยทำเรื่องพวกนี้ที่ไหนกัน
“ไม่รู้อะไรสักอย่าง ทุกอย่างล้วนต้องเรียนรู้ ค่อย ๆ ทำไปเถิด” ชิงอินให้กำลังใจตนเอง
การเปิดร้านอาหารเป็นงานหนัก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากพ่อครัวแล้วก็ไม่กล้าจ้างคนเพิ่ม นายบ่าวสองคนต้องทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้จัดการบัญชี เป็นผู้ช่วยครัว และเป็นคนรับลูกค้า ทั้งตื่นเช้าตรู่และกลับดึกดื่น ต้องวนเวียนอยู่ท่ามกลางคราบน้ำมัน มือที่แต่ก่อนใช้ดีดพิณวาดภาพ บัดนี้กลับต้องก่อไฟ ล้างชาม เด็ดผัก หุงหาอาหาร ทุกอย่างล้วนต้องลงมือทำเอง
เหยียนฮวนมองมือของพี่สาวคนโตด้วยความสงสาร “หากทำการค้าอย่างอื่นจะสบายกว่านี้หรือไม่?”
ชิงอินส่ายหน้า “ตอนแรกข้าก็เคยคิด ทั้งร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องหอม...ล้วนคิดมาหมดแล้ว แต่เงินในมือข้ามีจำกัด กิจการเหล่านั้นต้องซื้อของคราวละมาก ๆ และกักตุนสินค้า จึงคิดว่าเปิดร้านอาหารน่าจะใช้เงินลงทุนน้อยกว่า”
ที่จริงทำเลของร้านไม่เลว เพียงแต่ซ่งชิงอินยังมีประสบการณ์น้อย เรียนรู้งานได้ช้า วันหนึ่งมีลูกค้าไม่กี่คน แต่ทุกเดือนยังต้องจ่ายค่าเช่าร้านและค่าจ้างพ่อครัว แทบจะทำไปก็ขาดทุนไป
เงินในมือมีแต่จ่ายออก ไม่มีรายรับ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ก่อนที่นางจะคุ้นเคยกับกิจการนี้ เกรงว่าร้านคงต้องปิดเสียก่อน
