เหยียนฮวนสบตากับคนใต้ศาลา จึงหยุดฝีเท้า แล้วมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ข้างกาย จึงมั่นใจว่าคนทางนั้นกำลังชี้นิ้วมาที่ตน
เรียกนางทำไม? นางเป็นอะไรหรือ?
เห็นคนสองคนใต้ศาลากำลังจ้องมองนาง คนหนึ่งสง่างามละมุนละไมดุจหมอก อีกคนขมวดคิ้วแน่น แววตาเต็มไปด้วยการพินิจพิเคราะห์
เหยียนฮวนถูกเหตุการณ์ที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุทำให้มึนงง ไม่รู้ควรทำอย่างไร ได้แต่ลังเลว่าจะเดินเข้าไปต่อดีหรือไม่
มารดาสกุลเลี่ยงผุดลุกขึ้นยืน ดวงตาจับจ้องคนทางนั้นเขม็ง
สายตาคมกริบทำให้เหยียนฮวนที่กำลังลังเลหมดความคิดจะเดินต่อ คาดว่าตนคงมาไม่ถูกเวลา จึงตัดสินใจกลับไปก่อน
“หยุดเดี๋ยวนี้” มารดาสกุลเลี่ยงตวาด
เหยียนฮวนหันกลับไป มองคนที่กำลังเดือดดาลอย่างไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายโกรธเรื่องใด
“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ” เลี่ยงเสี่ยงเอ่ยขึ้น
เหยียนฮวนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศผิดปกติ ครั้นเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเป็นเชิงยืนยัน จึงหันหลังจากไป
เมื่อคนจากไปแล้ว มารดาสกุลเลี่ยงหันไปมองบุตรชาย “ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่? นางเป็นใคร? เจ้าไปพาสตรีเช่นนี้มาจากไหน? จงอธิบายให้ข้าฟังให้ชัดเจน!”
เลี่ยงเสี่ยงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ครั้นได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นธิดาของอดีตอัครมหาเสนาบดี มารดาสกุลเลี่ยงก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
“เจ้าคิดจะแต่งกับธิดาขุนนางผู้ทรยศหรือ?”
นางมองบุตรชายอย่างไม่อยากเชื่อ เสียงสั่นจนควบคุมไม่อยู่
“เจ้ายอมแต่งกับธิดาขุนนางผู้ทรยศ แต่ไม่ยอมแต่งกับลูกพี่ลูกน้องของเจ้า นี่เจ้าจงใจขัดขืนข้า ตั้งใจทำให้ข้าโมโหใช่หรือไม่!”
มารดาสกุลเลี่ยงหน้าเขียวคล้ำ “ข้าไม่เห็นด้วย ข้าไม่มีวันเห็นด้วยเด็ดขาด!”
“ท่านไม่เห็นด้วยก็ไม่มีประโยชน์” เลี่ยงเสี่ยงกล่าวอย่างราบเรียบ “ทะเบียนสมรสผ่านกรมเมืองแล้ว”
“อะไรนะ?” มารดาสกุลเลี่ยงเบิกตากว้าง ก่อนทรุดตัวลงนั่งที่เดิมดังตุบ “เจ้าถึงกับปิดบังข้า แล้วตัดสินเรื่องใหญ่ในชีวิตของเจ้าเอง เจ้า...เจ้าช่าง...”
