นึกถึงแววตาของอีกฝ่ายที่มองนาง ราวกับอยากกลืนกินนางทั้งเป็น เหยียนฮวนก็อดหวั่นใจไม่ได้
“ไม่ต้องกังวล เรื่องเหล่านั้นข้าจะจัดการให้เรียบร้อย”
เลี่ยงเสี่ยงเห็นนางยังคงกังวล จึงอธิบายว่า “บิดาข้าสิ้นแล้ว มารดาพำนักอยู่ที่คฤหาสน์ใหญ่ชานเมืองหลวง ที่นี่เป็นจวนที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ ปกตินางไม่ค่อยมา”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” เหยียนฮวนพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
ไม่ต้องอยู่ด้วยกันก็ดีแล้ว
“แต่ก็จริงนะ เหตุใดเจ้าไม่รับมารดามาอยู่ที่นี่ด้วยกันเล่า บิดาเจ้าก็ไม่อยู่แล้ว นางอยู่เพียงลำพังคงเหงาแย่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเลี่ยงเสี่ยงก็หม่นลง เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ เพียงว่า “นางไม่มา”
“เช่นนั้นเจ้าก็ควรเกลี้ยกล่อมนางให้มากหน่อย” เหยียนฮวนเป็นคนไม่ถือตัว พอคุยกันถูกคอก็หยุดพูดไม่ได้ “คนในครอบครัวเดียวกัน อยู่ด้วยกันย่อมดีกว่า ตอนนี้อย่างข้า อยากอยู่กับครอบครัวยังทำไม่ได้เลย”
“เพิ่มอีกข้อ” เลี่ยงเสี่ยงเอ่ยขึ้นกะทันหัน พลางมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา “เรื่องที่ไม่ควรสืบก็อย่าสืบ เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม และอย่าได้ยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องของข้าตามใจชอบ หากมีเรื่องจำเป็น ข้าจะแจ้งเจ้าเอง”
เหยียนฮวนขานรับ “อ้อ” แล้วปิดปาก ตั้งใจจดจำข้อตกลงเหล่านั้น
เรื่องที่ต้องกำชับก็กล่าวครบแล้ว เลี่ยงเสี่ยงมองสำรวจห้อง ก่อนเอ่ยว่า “ข้าจะให้คนจัดห้องหลักให้เรียบร้อย อีกเดี๋ยวเจ้าค่อยย้ายไปอยู่ที่นั่น” กล่าวจบก็สาวเท้าออกไป
การตกลงซื้อขายครั้งนี้ เป็นความคิดที่เลี่ยงเสี่ยงนึกขึ้นได้กะทันหันตอนถูกมารดาบังคับให้แต่งงานที่ศาลา
เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจข่าวลือจากข้างนอก ทว่าไม่นึกว่าจะยิ่งแพร่สะพัดรุนแรงขึ้น เมื่อนึกถึงสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มองตน รวมถึงการเร่งรัดของมารดา... ถึงเวลาต้องหาทางปิดปากคนเหล่านั้นเสียที
