ฮูหยินอิวรีบอธิบายว่า “หลังจากพวกเจ้าพบกันครั้งแรก ข้าก็ถามยุนโจวทันทีว่าประทับใจเจ้าอย่างไร เขาบอกว่าเจ้าสง่างามอ่อนหวาน ทั้งยังมีความสามารถ”
“ข้าบอกว่าภรรยาก็ควรเป็นเช่นนี้ เขาก็เห็นด้วย พอรู้ว่าข้าไปหารือเรื่องการสมรสกับมารดาของเจ้า เขาก็ดีใจมาก เขาชอบเจ้านี่นา”
จืออี้สังเกตสีหน้าของแม่สามีอย่างเงียบ ๆ พลางไตร่ตรองว่าถ้อยคำของนางจริงเท็จเพียงใด
“ข้าไม่ปิดบังเจ้า ภายหลังข้าไปถามยุนโจวแล้วว่าคืนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” ฮูหยินอิวกระแอมเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน “เขาก็เล่าให้ข้าฟังแล้ว”
ฮูหยินอิวมีสีหน้าหม่นหมองอยู่บ้าง “จืออี้ อย่าถือสาที่แม่ต้องพูดสักสองสามคำเลยนะ”
“เรื่องคืนวิวาห์เป็นยุนโจวที่เสียมารยาท แต่หากพูดกันตามตรง เขาได้แต่งกับสตรีที่พึงใจ ในใจก็ย่อมยินดี อีกทั้งในงานเลี้ยงสมรสยังดื่มสุรา เมื่ออยู่ต่อหน้าภรรยาสาวงาม จึงอดใจร้อนไปบ้างไม่ได้ เจตนาเดิมของเขาไม่ได้ผิด”
“เจ้าพูดกับเขาดี ๆ ก็พอ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรลงมือตบตีสามีของตน นี่มิใช่ทำให้สามีดูเป็นอันธพาลหรือไร มิน่าเขาถึงไม่พอใจ นี่เป็นการทำให้เขาเสียหน้าและทำร้ายจิตใจเขา”
จืออี้ฟังแล้วขมวดคิ้วแน่น “เขาไม่ได้ใจร้อน เขารังเกียจข้า ข้าเห็นชัดเจน”
ฮูหยินอิวหัวเราะสองครั้ง “ดูเจ้าพูดเข้าสิ เขาจะรังเกียจเจ้าได้อย่างไร เขาเคยพูดกับข้าด้วยปากตนเองว่าชอบเจ้า ก็แค่ดื่มสุราแล้วเสียการควบคุมไปเท่านั้น”
จืออี้ส่ายหน้า “ไม่ใช่เช่นนั้น”
“เอาละ” ฮูหยินอิวตบมือลูกสะใภ้เบา ๆ พลางยิ้ม “เจ้ายังเยาว์วัย ไม่เข้าใจบุรุษ พวกเขาอยู่ต่อหน้าสตรีที่ชอบ บางครั้งก็หักห้ามใจไม่อยู่ พวกเจ้าเพิ่งแต่งงานกัน ยังต้องปรับตัวเข้าหากัน ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปก็จะดีขึ้นเอง”
