อ๋องหนิงโศกเศร้าจนน้ำเสียงสั่นเครือ “นางบุ่มบ่ามถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!”
“แม้นางจะใช้ทวนตระกูลจ้าวเป็น แต่ตลอดหลายปีมานี้นางอยู่แต่ในเรือนชั้นใน ไม่เคยมีประสบการณ์ในสนามรบ ยิ่งไม่มีทางสู้แม่ทัพฝ่ายศัตรูได้ การบุกออกจากเมืองอย่างผลีผลามเช่นนี้ไม่ต่างจากไปส่งตัวเองให้ตาย”
“เป็นความผิดของข้าเอง”
อ๋องหนิงหลับตาแน่น มือหนึ่งกุมหน้าผาก “ท่านแม่ทัพจ้าวพลีชีพ นางจึงเสียขวัญ ข้าควรอยู่เป็นเพื่อนนางให้มากกว่านี้ นางจะได้ไม่บุ่มบ่ามจนต้องสิ้นชีวิต”
หลินเหยาไม่เอ่ยคำใด
บุ่มบ่ามหรือ? เป็นเพราะบุ่มบ่ามเพียงอย่างนั้นจริงหรือ?
หลินเหยาไม่ค่อยรู้จักจ้าวฉ่านนัก แต่ก็มองออกว่านางมิใช่คนไร้สมอง บุตรสาวตระกูลแม่ทัพย่อมมิได้เปราะบางถึงเพียงนั้น อีกทั้งนางยังมีสามี แล้วเหตุใดจึงรู้ทั้งรู้ว่าต้องไปตาย แต่ยังยืนกรานทำเช่นนั้น?
จ้าวฉ่านออกศึกเพียงลำพังและสิ้นชีพกลางสมรภูมิ สตรีผู้หนึ่งกล้าหาญถึงเพียงนี้ แม้แต่ทหารฝ่ายศัตรูก็ยังเกิดความเวทนา ไม่ทำให้ศพของนางต้องลำบาก จนกระทั่งกองทัพเหลียงนำร่างกลับมา
//
พี่น้องตระกูลจ้าวเสียชีวิตติด ๆ กัน แม้จะโศกเศร้าเพียงใด แต่สนามรบไม่เคยมีเวลาให้ผู้ใดร่ำไห้ ศึกใหญ่ยังต้องดำเนินต่อไป
“ข้าศึกยึดครองหุบเขามาหลายปี คุ้นเคยกับภูมิประเทศเป็นอย่างดี การชิงกลับคืนมาอีกครั้งใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
หลินเหยาวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องหน้า “ท่านแม่ทัพจ้าวสละชีวิตเพื่อยึดหุบเขามาได้ ทั้งยังวางรากฐานให้พวกเรา หากศึกนี้เราไม่อาจคว้าชัย จะไปสู้หน้าท่านได้อย่างไร”
ซ่างกวนฉีตบโต๊ะดังปัง “ฉวยชัยไล่ตาม อย่าให้ฝ่ายตรงข้ามได้หายใจหายคอ”
แม้กองทัพเหลียงจะเคลื่อนพลรวดเร็ว แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน กองทัพเสริมจากแคว้นเทียนฉี่ก็มาถึงแล้ว
ข้าศึกมีจำนวนมากมายดุจคลื่น บดบังฟ้าดิน เมื่อได้ฟังรายงานจากสายสืบ แคว้นเทียนฉี่แทบจะระดมกองทัพทั้งแคว้นมา ดูท่าคิดตัดสินแพ้ชนะกันให้เด็ดขาด
