“อนุชายาจ้าวไปรอด้านนอกเถิด” จื่อเยียนเดินเข้ามาดึงนางไว้
จ้าวฉ่านไหนเลยจะยอมจากไป ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ยืนกรานจะเฝ้าอยู่ จื่อเยียนจนปัญญากับความดื้อรั้นของนาง จึงพานางไปพักด้านข้าง พร้อมกำชับว่าอย่ารบกวนการรักษา
หลินเหยาเองก็เฝ้ารออยู่ด้านนอกด้วยความกระวนกระวาย เมื่อได้ยินว่าบิดาบุญธรรมบาดเจ็บ สือเยี่ยนกับซินหยางก็รีบตามมาด้วย
หุบเขาที่ชิงมาได้จำเป็นต้องส่งทหารไปประจำการ ซ่างกวนฉีจึงไปจัดวางกำลัง ส่วนทหารที่พลัดกระจัดกระจายอยู่ในสนามรบก็ทยอยกลับมา อ๋องหนิงนำคนไปจัดการด้วยตนเอง ค่ายทหารสว่างไสวด้วยแสงคบเพลิง ทุกหนแห่งมีผู้คนขะมักเขม้นทำงาน
หลินเหยากับคนอื่น ๆ เฝ้าอยู่หน้าเต็นท์ไม่ยอมขยับ เด็กทั้งสองรู้ความอย่างยิ่ง ไม่ส่งเสียงสักแอะ แม้จะง่วงก็ไม่ยอมกลับไปพักผ่อน
ทุกคนผ่านค่ำคืนอันแสนกังวลไปด้วยใจระทึก
ยามฟ้าสาง ซ่างกวนฉีเพิ่งกลับจากหุบเขา ขณะที่กำลังพูดคุยกับหลินเหยา ก็ได้ยินเสียงร่ำไห้โหยหวนของอนุชายาจ้าวดังก้องขึ้นในกระโจม
หัวใจหลินเหยาบีบรัด นางจ้องม่านกระโจมเขม็งจนแทบหยุดหายใจ ก่อนจะเห็นจื่อเยียนเดินออกมาจากด้านใน ดวงตาแดงก่ำ
จ้าวฮวนถูกแม่ทัพศัตรูยิงธนูใส่ติดต่อกันสองดอก สูญเสียเลือดมากเกินไป จึงสุดจะยื้อชีวิตไว้ได้
หลินเหยารู้สึกวิงเวียนจนแทบล้มทั้งยืน
“ท่านแม่”
เด็กทั้งสองกอดร่างนางไว้ จนความรู้สึกโคลงเคลงค่อย ๆ จางลง หลินเหยาจึงฝืนใจตนเองให้สงบลง
ภายในกระโจม จ้าวฉ่านฟุบร้องไห้บนร่างพี่ชายปานหัวใจแหลกสลาย ไม่ว่าอ๋องหนิงจะปลอบโยนอย่างไรก็ไร้ผล
ศึกยังไม่จบ แม่ทัพผู้บัญชาการกลับจากไปเสียก่อน เหล่าทหารด้านนอกก้มศีรษะ ก่อนคุกเข่าลงส่งวีรบุรุษผู้ภักดีและกล้าหาญ
ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน หลินเหยากุมมือบุตรทั้งสองไว้ “สือเยี่ยน ซินซิน คุกเข่าคารวะบิดาบุญธรรมเถิด”
เด็กทั้งสองยังเล็ก แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นบรรยากาศรอบข้างเคร่งขรึม ก็เก็บรอยยิ้มที่เคยมีไว้ แล้วคุกเข่าลงอย่างว่าง่ายตามคำมารดา
