จ้องมองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ห่างออกไป รู้สึกราวกับมีบางสิ่งถูกดึงออกจากหัวใจ
นางรู้ดีว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป นางได้สูญเสียพี่ชายคนนี้ไปแล้ว
————
โรงเตี๊ยมฮุ่ยเซียน
“ข้าทำเรื่องพังหมดแล้ว พี่ชายองค์รัชทายาททรงรู้แล้วว่าข้าตอบรับพระองค์เพราะต้องการช่วยท่านพ่อ พระองค์กริ้วมาก กริ้วเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วก็ไล่ข้าออกมา”
เมื่อเทียบกับคำตำหนิขององค์รัชทายาท สิ่งที่ทำให้หลินเหยาเสียใจยิ่งกว่าคือแววผิดหวังในพระเนตรของพระองค์
นางลงมือทำลายความสัมพันธ์ระหว่างนางกับพระองค์ด้วยตนเอง!
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้” จื่อเยียนถอนใจ
ฟังน้องสาวเล่าจบแล้ว ก็อดบ่นไม่ได้ “น้องสาวข้าเอ๋ย มิใช่ว่าพี่อยากตำหนิเจ้า แต่เหตุใดเจ้าจึงใจร้อนเช่นนี้!”
“อย่างน้อย อย่างน้อยเจ้าก็ควรรออีกสักสองวันค่อยบอกพระองค์! ให้พระองค์ทรงคิดว่าเจ้าเป็นคนของพระองค์แล้ว ถึงค่อยรู้ข่าวว่าท่านพ่อป่วยหนัก เช่นนี้พระองค์ก็จะไม่ทรงสงสัย”
หลินเหยาทั้งเสียใจทั้งโทษตนเอง “ข้าคิดแต่เรื่องที่ท่านพ่อป่วยหนัก หากยืดเวลาออกไปอีกวัน ท่านพ่อก็ต้องทนทุกข์เพิ่มอีกวัน หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมา...”
นางทุกข์ใจจนรู้สึกว่าวันหนึ่งยาวนานราวกับหนึ่งปี จึงไม่เคยคิดว่าจะรออีกหลายวัน
เห็นน้องสาวเป็นเช่นนี้ จื่อเยียนก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
“คราวนี้เรียกได้ว่าสูญเสียทั้งภริยาทั้งทหาร จะโทษข้าก็ได้ ข้าคิดไม่รอบคอบพอ ไม่ได้เตือนเจ้าล่วงหน้า”
ขณะกำลังกลัดกลุ้ม เงยหน้าขึ้นก็เห็นชิงอินยืนอยู่หน้าประตูพร้อมถาดน้ำชา เมื่อสบกับสายตาเย็นเยียบของพี่สาวคนโต จื่อเยียนก็รู้สึกผิดจนต้องหลบตา
นอกห้อง
“เจ้าเป็นคนให้น้องสาวข้าไปปรนนิบัติองค์รัชทายาทหรือ”
เมื่อถูกพี่สาวคนโตซักถามตรง ๆ แววตาของจื่อเยียนก็ไหววูบ
