ณ ตระกูลเวิน ในห้องชั้นใน เมิ่งตี๋ฟังบุตรีเล่าเรื่องราว
“เรื่องในศาลาว่าการเมืองปิดบังไว้ไม่ได้หรอก ไม่ช้าก็เร็วองค์ชายใหญ่ย่อมต้องทราบ แทนที่จะปล่อยให้เขาได้ยินจากปากผู้อื่น สู้ข้าเป็นฝ่ายบอกเขาเองดีกว่า อย่างน้อยก็ได้เอ่ยปากก่อน จะได้ไม่เปิดโอกาสให้ใครเติมแต่งบิดเบือนความจริง แต่ไม่คิดว่า...”
เวินฉีเยว่หงุดหงิดใจ เมื่อนึกไม่ถึงว่าเขาจะตอบสนองเช่นนั้น
นางหวนคิดถึงทุกเรื่องราวนับแต่ได้รู้จักเขา
องค์ชายใหญ่ผู้นี้มีนิสัยอ่อนโยน ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกันจนถึงครั้งต่อ ๆ มา ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่นางคาดไว้ นางคว้าหัวใจบุรุษผู้นี้มาได้อย่างง่ายดาย จนเวินฉีเยว่เริ่มลำพองใจ คิดว่าตนควบคุมเขาไว้ได้แล้ว ทว่าหลังจากเรื่องเมื่อครู่...
เวินฉีเยว่ขมวดคิ้ว บุรุษผู้นี้มิได้ควบคุมได้ง่ายอย่างที่นางคิด
เขาอ่อนโยนเอาใจใส่นาง และไม่เคยปฏิเสธสิ่งที่นางร้องขอ บัดนี้เมื่อนึกย้อนดู ที่แท้เขาเพียงตามใจนางในเรื่องเล็กน้อยซึ่งไม่เกินขอบเขต แต่เมื่อเป็นเรื่องใหญ่ บุรุษผู้นี้กลับแยกเรื่องส่วนตัวกับหน้าที่ได้อย่างชัดเจน
“ข้าประเมินตนเองสูงเกินไป และประเมินเขาต่ำเกินไป”
เป็นครั้งแรกที่เวินฉีเยว่รู้สึกพ่ายแพ้ในความสัมพันธ์ครั้งนี้
“เขากำลังสงสัยพวกเราอยู่หรือไม่?”
แววตาของเมิ่งตี๋หม่นลง “นั่นก็เพราะเจ้ายังเอาชนะใจเขาได้ไม่หมดจด”
“หากเจ้าควบคุมบุรุษผู้นี้ได้จริง อย่าว่าแต่เขาจะสงสัย ต่อให้รู้ความจริง เขาก็ยังคงเข้าข้างเจ้า”
“ถูกต้อง” เวินฉีเยว่เห็นด้วยกับคำพูดของมารดา “ใคร ๆ ต่างกล่าวว่าฮ่องเต้ทรงพระปรีชา ปกครองใต้หล้าจนบ้านเมืองรุ่งเรืองและเปิดกว้าง แต่พระองค์ยังทรงวางแผนปิดปากฆ่าตัดตอนชายาของพระองค์เพื่อซ่งหลินเหยาได้”
“ดูท่าเรายังต้องวางแผนกันต่อไป”
……
อั่นกั๋วกงจะโกรธก็ส่วนโกรธ แต่ในฐานะประมุขจวน เมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็ต้องออกหน้าจัดการด้วยตนเอง เลี่ยงเสี่ยงคงรายงานเรื่องนี้ต่อบุตรแห่งสวรรค์ไปแล้วอย่างแน่นอน หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ เขาจึงตัดสินใจพาภรรยาไปเฝ้าฝ่าบาทด้วยตนเอง เพื่อแสดงความจริงใจ
