“ฝ่าบาทกับฮองเฮาคงทรงทราบแล้ว มิฉะนั้นคงไม่ทรงจัดการสำนักกั๋วกงอานเช่นนี้” จืออี้ถามเสียงเบาอีกครั้ง “พี่เลื่อนใหญ่ทราบหรือไม่”
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่แน่ใจ อ้อ เจ้าไปมาหาสู่กับสือเยี่ยนอยู่บ่อยครั้ง เจ้าไม่ทราบหรือ”
จืออี้ส่ายหน้า นับแต่เวินฉีเยว่กล่าวคำจ้วงจาบอ้อมแอ้มเช่นนั้น ทุกครั้งที่สือเยี่ยนมาหานางเพื่อชวนไปด้วยกัน จืออี้ก็หาเหตุผลปฏิเสธทุกครา
“หากมีโอกาส เจ้าวางแผนจะบอกเขาหรือไม่”
จืออี้เคยเห็นแววตาที่สือเยี่ยนมองเวินฉีเยว่ ทั้งอ่อนโยนทั้งลึกซึ้งเพียงนั้น เมื่อพยานปากตายไปแล้ว ไม่มีหลักฐานแน่ชัด เขาจะเชื่อหรือว่าหญิงสาวที่ตนพึงใจจะทำเรื่องเช่นนี้
“คนที่ชอบพูดเรื่องผู้อื่น ย่อมเป็นคนก่อเรื่องเสียเอง คดีใหญ่โตถึงเพียงนี้ พี่เลื่อนใหญ่ย่อมทราบแล้ว หากเขาไม่เชื่อตระกูลเวิน ข้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ หากเขาเชื่อใจอีกฝ่าย คำพูดของข้าก็จะกลายเป็นการยุยงในสายตาเขา”
ชิงอินเห็นด้วยกับบุตรสาว “ถูกต้อง”
“แม่บอกเรื่องเหล่านี้แก่เจ้า ก็เพื่อให้เจ้าระมัดระวังตัวให้มากขึ้น ต่อไปเมื่อออกไปข้างนอกจะได้ไม่ประมาท”
————
ไม่ได้จับตัวผู้บงการที่แท้จริงมาเปิดโปงโฉมหน้า เลี่ยงเสี่ยงจึงขุ่นเคืองใจยิ่งนัก เขาก้มหน้าทำงานอยู่ในห้องหนังสือเกือบครึ่งวัน ครั้นเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ราตรีก็ล่วงลึกแล้ว
เขาคิดว่าเวลานี้เหยียนฮวนคงพักผ่อนไปแล้ว ไม่สะดวกจะไปรบกวนนาง จึงสั่งให้จัดที่พักในห้องหนังสือคืนนี้
บ่าวสั่งให้คนยกถังอาบน้ำไปไว้หลังฉากบัง คนรับใช้กำลังเติมน้ำร้อนลงในถัง เลี่ยงเสี่ยงเอนพิงเก้าอี้ หลับตาพักสายตา
ทันใดนั้น กลิ่นแป้งอ่อน ๆ ก็ลอยเข้าจมูก ตามด้วยเสียงหวานหยดย้อยของสตรี
