ฉู่ซวงซวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มอย่างละอายใจ “ใช่ เป็นข้าที่ไม่ดีเอง คิดกับฮูหยินน้อยไปในทางผิด”
“ในเมื่อฮูหยินน้อยยินดีถอนตัวเพื่อให้พวกเราสมหวัง นางก็เป็นผู้มีพระคุณของพวกเรา ข้ายิ่งควรเป็นฝ่ายไปกล่าวขอบคุณนาง มิสู้เจ้าไปกับข้าตอนนี้เลย อย่างไรเสียข้าก็เป็นอนุภรรยา สมควรไปคารวะภรรยาเอก มิฉะนั้นจะผิดธรรมเนียม”
“ช่างเถิด” หลู่ยวนโจวไม่คิดจะทำเช่นนั้น
“ในเมื่อเรื่องการหย่าขาดตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ต่างฝ่ายต่างรู้แก่ใจ เรื่องผิวเผินเหล่านี้จะทำหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ทำไปกลับดูเสแสร้ง ก่อนหย่าขาด พวกเจ้าสองคนต่างอยู่กันอย่างสงบ อย่าล่วงเกินกันก็พอ ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ราบรื่น ส่วนเรื่องขอบคุณ รอให้หย่าขาดและออกจากจวนแล้ว พวกเราสองคนค่อยไปกล่าวขอบคุณนางอย่างจริงใจ”
ฉู่ซวงซวงรับคำ “ฮูหยินน้อยยอมทำเพื่อพวกเราได้ถึงเพียงนี้ ช่างหาได้ยากจริง ๆ”
“ใช่แล้ว” หลู่ยวนโจวทอดถอนใจ “เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ตระกูลข้าต่างหากที่ผิดต่อท่านหญิง แม้การหย่าขาดจะไม่ใช่การขับภรรยาออกจากจวน ท้ายที่สุดก็ทำให้นางเสียเวลาไปช่วงหนึ่งในชีวิต”
ฉู่ซวงซวงเห็นความซาบซึ้งและละอายใจในแววตาของชายหนุ่ม จึงนิ่งเงียบไม่กล่าววาจา
————
นักเรียนของสำนักหัวชิงเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน หวั่นรูต้องคอยจัดการเรื่องในสำนักเรียนทุกวันจนเหน็ดเหนื่อย ประจวบกับหลายวันมานี้อากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน นางจึงล้มป่วยลงในที่สุด
“ดื่มยาต้มมาหลายวันแล้ว เหตุใดอาการยังไม่ดีขึ้นเสียที?” เซียงอี้อานนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง
หวั่นรูเอนกายพิงหมอนนุ่ม ปลอบบุตรชายว่า “ไม่เป็นไร ค่อย ๆ รักษาไป”
“สามีอย่าเพิ่งร้อนใจ” จิ้งเหวยเกลี้ยกล่อม “โรคหายช้าราวกับดึงเส้นไหม ย่อมต้องใช้เวลา”
