เมื่อคิดเช่นนี้ จื่อเยียนจึงใคร่ครวญว่าจะอยู่ในเมืองหลวงต่อดีหรือไม่ จะได้อยู่เคียงข้างบุตรี คอยช่วยนางสังเกตการณ์และออกความเห็น
หลายวันต่อมา นางครุ่นคิดเรื่องนี้วนไปวนมาไม่หยุด
บุตรีอยู่ต่อยังพอมีเหตุผลรองรับ แต่ตนเป็นสตรีที่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว หากไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็ไม่สะดวกจะพักอยู่บ้านเดิมนาน ๆ ต่อให้เฉินอู่เห็นด้วย ก็ยากจะอธิบายแก่บิดามารดาของสามี ส่วนความจริงก็ไม่อาจบอกตรง ๆ มิฉะนั้นคงกลายเป็นเรื่องให้คนหัวเราะเยาะ
ขณะที่จื่อเยียนกำลังกลัดกลุ้ม นางกลับพบว่าตนตั้งครรภ์
ครานี้ทำเอาเฉินอู่กับนางหวังดีใจเป็นล้นพ้น
“เห็นไหม ข้าพูดไว้ว่าอย่างไร เมื่อไม่กี่วันก่อนยังบอกให้เจ้ามีลูกอีกคนเร็ว ๆ อยู่เลย นี่อย่างไรก็มาแล้ว!”
เฉินอู่ยิ้มหน้าบาน “ระหว่างทางมาเมืองหลวง ข้าก็ว่าแล้วว่าฮูหยินสีหน้าไม่สู้ดี ทั้งยังกินอาหารได้น้อย ที่แท้ก็ตั้งครรภ์นี่เอง”
จื่อเยียนทั้งประหลาดใจและยินดี จะมีน้องชายหรือน้องสาวเพิ่มให้บุตรีก็ดี ต่อไปเมื่อพวกเขาไม่อยู่แล้ว บุตรียังมีพี่น้องร่วมสายเลือดเป็นเพื่อน หากเป็นบุตรชายยิ่งดี บุตรีจะได้มีที่พึ่งพิง
“ในเมื่อจื่อเยียนตั้งครรภ์แล้ว ก็ไม่เหมาะจะเดินทางไกลอีก”
มารดาแซ่ซ่งเกลี้ยกล่อมว่า “ข้าว่าอยู่บ้านถนอมทารกในครรภ์เถิด เพียงแต่ลูกเขยต้องกลับเยี่ยนหยุนเพียงลำพัง คงลำบากท่านแล้ว”
นางหวังก็เห็นด้วย “จื่อเยียนตั้งครรภ์ในวัยนี้ ร่างกายย่อมไม่แข็งแรงเหมือนยามสาว ต้องดูแลให้ดี ยิ่งไม่ควรตรากตรำเดินทาง”
จื่อเยียนหัวเราะอย่างจนใจ ก่อนหน้านี้ยังกลุ้มว่าจะหาเหตุผลใดมาอธิบายเรื่องอยู่ในเมืองหลวง ครานี้ต่อให้ไม่อยากอยู่ก็ไม่ได้แล้ว
เฉินอู่มีตำแหน่งทางทหาร วันลาพักย่อมมีจำกัด แม้ไม่อยากแยกจากภรรยาเพียงใด แต่เพื่อเห็นแก่ภรรยา เขาก็จำต้องทำเช่นนี้
